แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Messages - siritida

หน้า: [1] 2 3
1
ปัญหารูขุมขนกว้างส่วนใหญ่จะพบได้ที่บริเวณ T-zone และแน่นอนค่ะปัญหานี้จะพบได้ในทุกๆ คนโดยเฉพาะคนผิวมันจะพบปัญหานี้เป็นส่วนใหญ่ และบางคนก็เกิดจากพันธุกรรมอีกด้วย ซึ่งปัญหาเรื่องรูขุมขนนี้ต้องบอกก่อนเลยว่ามันจะไม่สามารถเล็กเนียนแบบไร้รูขุมขนเลยไม่ได้นะจ๊ะสาวๆ แต่เราสามารถแก้ปัญหาให้รูขุมขนเราเล็กลง กระชับขึ้นได้ด้วย 5 ไอเดียนี้ ที่เราจะมาเสนอให้สาวๆ Spice ได้ลองทำกันดูจ้า

#1 ล้างหน้าด้วยอุณหภูมิห้องหรือน้ำเย็นวันละ 2 ครั้ง

สิ่งที่สำคัญที่สุดในการดูแลปัญหาต่างๆ บนผิวหน้าของเรา คือการล้างหน้าให้สะอาดเป็นอันดับแรกนะจ๊ะสาวๆ เพราะเป็นการขจัดสิ่งสกปรกให้ออกไปจากใบหน้าและเป็นการทำความสะอาดรูขุมขน เมื่อรูขุมขนสะอาดเเล้วก็ช่วยลดปัญหารูขุมขนกว้างได้ แต่ที่สำคัญ การล้างหน้าเป็นสิ่งที่ดี แต่ก็ไม่ควรล้างบ่อยเกินวันละ 2 ครั้งนะ

#2 ใช้ก้อนน้ำแข็งประคบบนใบหน้า

ให้นำเอาน้ำเเข็งก้อนที่สะอาดมาถูวนบริเวณใบหน้า เน้นตรงบริเวณ T-zone ถูวนไปครั้งละประมาณ 30 วินาที ทำเป็นประจำในช่วงเช้าหรือก่อนนอนก็ได้ วิธีนี้จะทำให้ใบหน้ากระชับขึ้นและรูขุนขนเล็กลง ที่สำคัญเลยคือสาวๆ ห้ามน้ำก้อนน้ำแข็งแช่ไว้บนใบหน้าบริเวณใดเป็นเวลาๆ นานเด็ดขาด เพราะจะทำให้หน้าแดงได้นะ หลังจากทำเสร็จเป็นที่พอใจแล้ว ให้ล้างหน้าที่น้ำอุณหภูมิปกติเพียงเท่านี้เอง ง่ายใช่ไหมล่ะ

#3 สครับผิวอาทิตย์ละ 1-2 ครั้ง

การสครับผิวเป็นอีกวิธีที่ทำให้รูขุมขนเล็กลงได้ เพราะเป็นการจำกัดเซลล์ผิวที่ตายไปแล้ว ซึ่งถ้าไม่กำจัดเซลล์ผิวที่ตายนี้ออกไปอาจจะทำให้อุดตันรูขุมขนเพราะไม่สามารถกำจัดออกไปได้ นอกจากจะก่อให้เกิดรูขุมขนกว้าง สิวอุดตันก็จะโผล่มาจ๊ะเอ๋บนใบหน้าได้อีกด้วย การสครับผิวนี้ควรทำแค่อาทิตย์ละ 1-2 ครั้งก็พอนะสาวๆ

#4 กระชับรูขุมขนด้วยน้ำมะนาว

มะนาวนี่แหละตัวช่วยให้รูขุมขนเรากระชับได้เป็นอย่างดี ขั้นแรกให้ล้างหน้าให้สะอาด ค่อยๆ ซับหน้าให้แห้ง จากนั้นนำน้ำมะนาวมาทาให้ทั่วใบหน้า ทิ้งไว้ประมาณ 10 – 15 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำอุณหภูมิปกติหรือจะตามด้วยน้ำเย็นอีกทียิ่งดี ทำติดต่อกันอาทิตย์ละ 2 – 3 ครั้ง ถ้าทำเป็นประจำเชื่อได้ว่ารูขุมขนของสาวๆ จะเล็กลงอย่างแน่นอน

#5 โทนเนอร์กระชับรูขุมขน

โทนเนอร์ก็เป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยให้รูขุมขนกระชับขึ้นได้เหมือนกัน จึงควรใช้โทนเนอร์ในการทำความสะอาดผิวหน้าอีกครั้งหลังการล้างหน้า ซึ่งโทนเนอร์นี้เป็นขั้นตอนเช็คว่าผิวเราสะอาดจริงๆ แล้วหรือยังและยังช่วยลดสิ่งอุดตันต่างๆ ทำให้ผิวดูกระชับขึ้น

เอาล่ะ !! สาวๆ อ่านกันแล้วอย่าลืมนำทั้ง 5 ไอเดียนี้ไปปรับใช้ให้เหมาะสมกันด้วยนะ เพื่อผิวสวยใส และรูขุมขนที่กระชับ จนใครๆ ก็ต้องเหลียวมองกันเป็นตาเดียวเลยแหละ อ่านบทความนี้แล้วรู้สึกอย่างไร?



ไอเดีย กระชับรูขุมขน ให้กลับมาเนียนใสกิ๊ก ดูเพิ่มเติมได้ที่ https://www.beautysanta.com/รูขุมขนกว้างวุฒิศักดิ์/

2
อยากรู้กันไหมคะว่าช่วงนี้ อาหารไทย เมนูอะไรมาแรงแซงทางโค้งมากที่สุด ในแบบที่วัยรุ่นชอบ ถ้ายังคิดกันไม่ออกก็ลองมาดู 5 เมนูสุดจี๊ดพร้อมวิธีการทำที่เรานำมาฝากกันได้เลยค่ะ

ปัจจุบันนี้ไม่ว่าจะหันไปทางไหนก็เจอร้านอาหารเปิดกันให้เห็นเยอะแยะเต็มไปหมด จนวัยรุ่นอย่างเราเลือกไม่ถูกกันเลยทีเดียว ว่าจะรวมกลุ่มกันไปตะลุยร้านไหนก่อนดี ยิ่งเป็นร้าน อาหารไทย รสแซ่บแล้วด้วยละก็ บอกได้คำเดียวว่าไม่พลาดที่จะแวะชิมอย่างแน่นอน แต่ก็ใช่ว่าร้านอร่อยเจ้าประจำของเราจะเปิดบริการไปซะทุกวัน วันนี้ Parpaikin จึงขออาสารวบรวมเมนูเด็ดพร้อมวิธีทำมาฝากกันค่ะ จี๊ดทะลวงไส้กันทุกเมนูแน่นอน!

1.ส้มตำถาด

ส้มตำ เป็นเมนูอาหารที่คนไทยคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี ด้วยรสเปรี้ยวอมหวาน เผ็ดแซ่บ เร่าร้อนถึงใจ ผสมผสานได้อย่างลงตัว สามารถทานคู่กับ อาหารไทย ชนิดอื่นได้หลายอย่าง และเป็นที่ชื่นชอบของชาวต่างชาติเป็นอย่างมาก จะกินกับครอบครัว หรือผองเพื่อนก็อร่อยแซ่บแบบสุดๆ มาลงมือทำกันเลยดีกว่าค่ะ ส้มตำถาดปูปลาร้า เพียบพร้อมด้วยเครื่องเคียงอลังการ

วัตถุดิบ

เส้นมะละกอสับ 1 กำมือ
ปูเค็มลวกสุก 1 ตัว
ถั่วฝักยาว (หักเป็นท่อน) 1 ฝัก
มะเขือเทศ 1 ลูก
กระเทียม 3 กลีบ
พริกขี้หนู (ตามชอบ)
น้ำตาลปี๊บ 1/2 ช้อนชา
น้ำปลาร้า 1 ทัพพี
มะนาว 1 ลูก
น้ำปลา 1 ช้อนชา
ผงชูรส
เม็ดกระถิน
เครื่องเคียง ได้แก่ ขนมจีน แคบหมู ปลากรอบ ไข่เป็ดต้มสุก ไข่เค็มต้มสุก ไข่เยี่ยวม้า หน่อไม้ต้มสุก หมูยอ และผักสดตามชอบ
วิธีทำ

ขั้นตอนแรกให้ตำกระเทียม พริกขี้หนู และน้ำตาลปี๊บเข้าด้วยกัน หั่นมะเขือเทศตามลงไป ใส่ถั่วฝักยาว ตำพอแหลก ปรุงรสด้วยน้ำปลาร้า น้ำมะนาว น้ำปลา และผงชูรส ตำให้พอเข้ากัน ใส่ปูเค็ม (ตำเบาๆ )ตามด้วยมะละกอสับ และคลุกให้เข้ากัน ตักใส่ถาด เสิร์ฟพร้อมเครื่องเคียง ตกแต่งให้สวยงามน่ารับประทานค่ะ จัดเต็มความแซ่บกันได้เลย!

2.ยำขนมจีน

ยำขนมจีนรสเด็ด เผ็ดนำตามด้วยเปรี้ยว ความกลมกล่อมที่ซึมอยู่ในเส้นกับเนื้อปลาทูแสนอร่อย อีกหนึ่งเมนูยอดนิยม เมื่อนึกถึงทีไรเป็นอันต้องกลืนน้ำลายตามทุกที ครั้นจะไปตามหาร้านที่ขายแบบแซ่บๆ ถูกใจก็คงจะยากอยู่สักหน่อย วันนี้เราเลยเอาสูตรวิธีทำง่ายๆ มาฝากกันค่ะ

วัตถุดิบ

ขนมจีน
ปลาทูทอด
ถั่วฝักยาวซอย
ต้นหอมซอย
พริกแดงซอย
น้ำปลาร้าต้มสุก
มะนาว
น้ำตาลปี๊บ
น้ำปลา
พริกป่น
วิธีทำ

เตรียมเครื่องปรุงและวัตถุดิบครบแล้วก็ลงมือทำได้ค่ะ เริ่มจากนำน้ำปลาร้าที่ต้มสุกแล้วเทลงในชาม ตามด้วยน้ำตาลปี๊บ คนให้เข้ากันจนละลายก่อน จากนั้นใส่พริกป่น น้ำมะนาว พริกแดงซอย ต้นหอม และถั่วฝักยาวที่หั่นเตรียมไว้ตามลงไป คลุกเคล้าทั้งหมดให้เข้ากัน เมื่อได้รสชาติที่ถูกใจแล้ว นำเส้นขนมจีนใส่ลงไปในน้ำยำให้ซึมเข้าสู่เส้นเพื่อความกลมกล่อม ฉีกเนื้อปลาทูใส่ลงไปเป็นลำดับสุดท้าย (ระวังก้างนะคะ เดี๋ยวจะติดคอได้) คนให้เข้ากัน เป็นอันเรียบร้อยพร้อมเสิร์ฟแล้วค่ะ ง่ายมากเลยใช่ไหมคะ

3.เล้งแซ่บ

นับว่าเป็นอีกหนึ่งเมนูยอดฮิตในหมู่วัยรุ่นที่หิวเมื่อไรก็ต้องนึกถึง “เล้งแซ่บ” ไม่ว่าจะเป็นตัวน้ำซุปที่มีรสจัดจ้าน กระดูกเล้งติดเนื้อเน้นๆ ไม่มีมันเข้ามาผสม ซึ่งถ้านำมาต้มทำน้ำซุปจะได้ซุปรสชาติหวานหอม ตักซดจนวางช้อนไม่ลงเลยละค่ะ ร้านใดมีเมนูนี้คู่ครัว เชื่อว่าลูกค้าต้องสั่งเป็นอันดับแรกๆ อย่างแน่นอน

วัตถุดิบ

กระดูกเล้ง 1 กิโลกรัม
ข่า 1 หัว
ตะไคร้ 1 ต้น
ใบมะกรูด 3 ใบ
รากผักชี 6 ราก
พริกขี้หนูสวนตามชอบ
พริกแห้งทอด
ผักชี
เกลือทะเล 1 ช้อนโต๊ะ
ซีอิ๊วขาว 2 ช้อนโต๊ะ
น้ำมันหอย 1 ทัพพี
น้ำตาลมะพร้าว 1 ช้อนชา
น้ำมะนาว ตามชอบ
วิธีทำ

เริ่มจากโขลกพริกขี้หนูสวนรอไว้ จากนั้นล้างกระดูกเล้งให้สะอาด ใส่น้ำเปล่าให้เต็มหม้อ ตามด้วยข่า ตะไคร้ ใบมะกรูด เกลือ และกระดูกเล้ง ยกขึ้นตั้งไฟทิ้งไว้ประมาณ 20 นาที แล้วยกลง เทน้ำเก่าทิ้งแล้วใส่น้ำใหม่เข้าไปให้เต็มหม้อ ต่อด้วยรากผักชี เกลือ 1 ช้อนโต๊ะ เมื่อน้ำเดือดให้เติมซีอิ๊วขาว น้ำมันหอย และน้ำตาลมะพร้าว ต้มต่ออีก 2 ชั่วโมง จนกระดูกเล้งเปื่อยได้ที่ ตักพริกที่เราโขลกไว้ใส่ชาม ตามด้วยน้ำมะนาว อยากได้รสเปรี้ยวเผ็ดขนาดไหนเลือกเอาตามใจชอบได้เลยนะคะ เมื่อปรุงทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว ก็ได้เวลาเจอหน้าตาพระเอกอย่างเล้งของเราแล้วค่ะ ตักเล้งแสนเปื่อยพร้อมน้ำซุปลงชามที่ปรุงรสไว้ เป็นอันยกเสิร์ฟได้จ้า เตรียมซดซุปสุดแซ่บกันให้หนำใจกันไปเลย



เมนูอาหาร ไทยถูกใจวัยรุ่น ดูเพิ่มเติมได้ที่ https://www.parpaikin.com/เมนูอาหาร/

3
ในปัจจุบันรูปแบบหนึ่งของการลงทุนคือการซื้อคอนโดมิเนียมไว้เก็งกำไร หรือปล่อยเช่า ทำให้เราได้เห็นคอนโดมิเนียมโครงการต่างๆ ผุดขึ้นจนเมืองแทบจะไม่มีที่ว่าง ทำให้หลายคนเริ่มสนใจอยากจะมาลงทุนเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ประเภทนี้

จึงมี 7 เทคนิค เพื่อพิจารณาก่อนเลือกซื้อคอนโดมิเนียม ในแบบที่คุณสามารถเก็งกำไร หรือปล่อยเช่าได้สะดวก

1. ห้องทางทิศใต้ขายง่ายกว่า
เนื่องจากในช่วงฤดูร้อนและฤดูฝนของบ้านเรา ซึ่งมีระยะเวลาประมาณ 8-9 เดือนต่อปี จะเป็นช่วงที่มีลมพัดมาจากทางทิศใต้ ส่วนอีก 3-4 เดือนที่เหลือเป็นฤดูหนาวที่ลมจะพัดมาจากทางทิศเหนือ
ทำให้ห้องที่ตั้งหันหน้าไปทางทิศใต้จะขายหรือปล่อยเช่าได้เร็วกว่า รองลงมาก็เป็นทิศเหนือ ทิศตะวันออก แต่ทิศตะวันตกเป็นทิศที่คนไม่ค่อยนิยม เนื่องจากเป็นห้องที่โดนแสงแดดช่วงบ่าย ทำให้ห้องนั้นมีอุณหภูมิสูงไปจนถึงตอนค่ำ ใครที่เลือกอยู่ห้องนั้น ภายในห้องจะร้อนกว่าห้องที่ตั้งหันหน้าไปทางทิศอื่น

2. เลือกห้องสตูดิโอ หรือห้องแบบ 1 ห้องนอนไว้ดีกว่า
ในปัจจุบันคนส่วนใหญ่นิยมพักอาศัยกันแบบครอบครัวเล็กๆ อยู่กันเพียง 1 คน หรือ 2 คน รวมถึงคนต่างจังหวัดที่เข้ามาทำงานในกรุงเทพฯ ก็นิยมเช่าห้องพักในเมือง รวมไปถึงบ้านใครไกลจากที่ทำงานก็นิยมออกมาเช่าคอนโดมิเนียม หรืออพาร์ทเม้นท์อยู่นอกบ้าน จากปัจจัยเหล่านั้นทำให้โครงการปลูกสร้างคอนโดมิเนียมมีห้องพักประเภทห้องสตูดิโอ และห้องแบบ 1 ห้องนอนมากกว่าห้องประเภทอื่น

3. คอนโดยิ่งสูงยิ่งสวย
ที่บอกแบบนี้หลายคนอาจบอกว่าชั้นยิ่งสูง พื้นที่ต่อตารางเมตรยิ่งแพง แต่จริงๆ แล้วยังมีเหตุผลในการเลือกห้องสูงเพราะ ห้องที่อยู่สูงจะได้วิวที่สวยกว่า ดังนั้นควรเลือกห้องที่ไม่มีตึกมาบัง แต่ถ้าอาคารที่คุณเลือกถูกล้อมด้วยตึกสูงอยู่แล้ว คุณอาจไม่จำเป็นต้องเลือกชั้นที่สูงมาก เพราะยิ่งสูงก็ยิ่งแพง

4. ใกล้รถไฟฟ้ายิ่งดี
หากจะเลือกคอนโดมิเนียมใกล้รถไฟฟ้า ควรกะระยะทางว่าคอนโดมิเนียมแห่งนั้นไม่ไกลจาก BTS หรือ MRT แอร์พอร์ตลิงก์มากนัก จะให้ดีไม่ควรเกิน 500 เมตร เนื่องจากปกติคนไทยไม่ค่อยชอบเดิน เพราะยิ่
งเดินไกลก็ยิ่งร้อน ยิ่งต้องหอบหิ้วกระเป๋า ข้าวของต่างๆ ด้วยยิ่งลำบาก

5. เปรียบเทียบราคาห้องเช่าคอนโดข้างๆ
แน่นอนว่าในพื้นที่ระแวกเดียวกัน ย่อมมีโครงการคอนโดมิเนียมผุดขึ้นมากกว่า 1 โครงการเป็นแน่ ดังนั้นก่อนตัดสินใจซื้อคอนโดมิเนียมสักแห่ง ควรเปรียบเทียบราคาต่อตารางเมตรกับคอนโดมิเนียมในระแวกเดียวกัน ชั้นเดียวกัน เป็นประเภทตึกสูงเหมือนกัน นอกจากนี้ยังควรเปรียบเทียบพื้นที่ส่วนกลางด้วยเช่น ที่จอดรถ จำนวนลิฟท์ จำนวนยูนิตที่ขาย

6. ห้องมีวิวห้ามพลาด
ถ้าคอนโดมิเนียมนั้นตั้งอยู่ในทำเลติดทะเล หรือแม่น้ำ ควรเลือกห้องที่เห็นวิวเหล่านั้นอย่างชัดเจน

7. คอนโดเก่า ต้องดูนิติบุคคล
บางคนอาจเลือกซื้อคอนโดเก่าแทนคอนโดใหม่ เนื่องจากมีราคาย่อมเยากว่า ดังนั้นเมื่อต้องการเลือกคอนโดเก่าควรพิจารณาการทำงาน การบริหารจัดการของนิติบุคคล นอกจากนั้นควรพิจารณาสังคมที่พักอาศัยอยู่ดั้งเดิม ว่าเป็นกลุ่มคนประเภทใด


7 วิธีเลือกซื้อ คอนโด ให้ปล่อยเช่าเร็ว และขายง่าย ดูเพิื่มเติมได้ที่ https://www.gurubaan.com/คอนโด/

4
ผลเสียต่อสุขภาพจากการใช้มือถือเป็นเวลานาน
-ใช้มือถืออย่างไรให้ปลอดภัย ห่างไกลอันตราย

ปัจจุบันนี้สมาร์ทโฟนกลายเป็นหนึ่งปัจจัยสำคัญในการดำรงชีวิต ไม่ว่าจะไปที่ไหนก็มักเห็นผู้คนก้มหน้า ก้มตา เล่นมือถือกันไปหมด ไม่ว่าจะวัยเด็ก วัยรุ่น วัยทำงาน หรือแม้กระทั่งผู้สูงอายุ เมื่อเราต้องพิมพ์ จ้อง เลื่อนดูภาพไปมาตลอดเวลา ไม่เว้นแม้แต่ช่วงเวลาก่อนเข้านอน เพื่อนๆ รู้ไหมคะว่า พฤติกรรมเหล่านี้ส่งผลเสียอย่างไรต่อสุขภาพบ้าง และคุณกำลังประสบปัญหาด้านสุขภาพดังต่อไปนี้หรือเปล่า ตามไปดูกันค่ะ

สุขภาพมือถือ

ผลเสียที่เกิดขึ้นต่อสุขภาพ
อารมณ์
เทคโนโลยีทำให้การมีปฏิสัมพันธ์กับบุคคลรอบข้างลดน้อยลง เข้าสังคมน้อยลง ทำให้เกิดสภาวะอารมณ์เชิงลบ เนื่องจากขาดการเชื่อมโยงด้านความรู้สึกกับบุคคลอื่น

เพิ่มระดับความเครียด
เนื่องจากขาดการปฏิสัมพันธ์กับบุคคลรอบข้าง ทำให้ไม่ได้ระบายความเครียดในชีวิตประจำวัน หรือไม่มีคนปรึกษาเกิดความรู้สึกโดดเดี่ยวในสังคม ส่งผลเสียให้มีความเครียดสะสมในระยะยาวได้นั่นเองค่ะ

เพิ่มความเสี่ยงในการเป็นโรค
เนื่องจากมือถือเป็นสิ่งที่เราจับบ่อยที่สุด ทำให้เป็นแหล่งสะสมเชื้อโรคและแบคทีเรีย ทั้งบนหน้าจอ แป้นพิมพ์ มีคราบเหงื่อ คราบน้ำมันจากผิวหนัง ฝุ่นละอองต่างๆ สะสมเป็นเวลานาน เมื่อใช้มือถือในระยะยาวโดยไม่ทำความสะอาด จึงส่งผลเสียต่อสุขภาพได้ เช่น สิว เป็นต้น

สัญญาณอันตราย ถึงเวลาต้องวางสมาร์ทโฟนแล้ว
1.สายตาของคุณเริ่มเบลอ
จากการศึกษาใน ปี 2011 พบว่า มากกว่า 90% ของคนที่จ้องหน้าจอโทรศัพท์สมาร์ทโฟน หรือแท็บเล็ต มากกว่า 2 ชั่วโมง จะเกิดปัญหาด้านสายตา เช่น สายตาเบลอ พล่ามัว ตาแห้ง ฯลฯ รุนแรงถึงขั้นจอประสาทตาเสื่อม และอาจตาบอดไปในที่สุด

2.ปวดตา ปวดศีรษะ
นอกจากจะทำให้เกิดปัญหากับสุขภาพสายตาแล้ว ยังเป็นสาเหตุทำให้ปวดหัว และเกิดอาการอ่อนเพลียได้อีกด้วย ซึ่งการจ้องหน้าจอเป็นเวลานาน ทำให้มีผลกระทบต่อสมอง โดยการศึกษาพบว่า สมาร์ทโฟนเป็นสาเหตุของการเกิดภาวะสมองเสื่อม ส่งผลต่อการรับรู้ของสมอง และความทรงจำระยะสั้น



ปัญหาสุขภาพจากการใช้ สมาร์ทโฟน และวิธีการแก้ไข ดูเพิ่มเติมได้ที่ https://www.potatotechs.com/สมาร์ทโฟน/

5
สุนัขที่กินอึ หรือฉี่ของตัวเอง จะพบในสุนัขเพศเมียมากกว่าเพศผู้
• มักเกิดขึ้นกับสุนัขอายุน้อย หรือลูกสุนัข และจะพบได้น้อยในสุนัขที่มีอายุเยอะ

ใครที่เลี้ยงหมาอาจจะเคยเห็นพฤติกรรมแปลกๆ เช่น การกินอึ หรือ ฉี่ ของตัวเองกันมาบ้าง ว่าแต่ว่าพวกมันทำอย่างนั้นไปทำไมนะ แล้วการปล่อยให้กินอึแบบนี้จะปลอดภัยรึเปล่านะ? วันนี้น้องแมวสีเทาจะพาไปดูสาเหตุที่ทำให้น้องหมากินอึตัวเองกันค่ะ

หมา02

1. การกินอึที่ติดเป็นนิสัย
สุนัขอาจจะอยู่ในอารมณ์เบื่อหน่าย เพราะถูกทิ้งให้อยู่ตัวเดียวเป็นประจำ โดยอาจจะโดนขังให้อยู่ในกรงตลอดเวลา และกรงที่สุนัขอาศัยอยู่นั้นอาจไม่ได้รับการดูแลอย่างถูกสุขลักษณะ ทำให้เมื่อสุนัขขับถ่ายออกมาจึงเกิดความสกปรกเลอะเทอะ สุนัขก็ทำความสะอาดโดยการเลีย เมื่อทำแบบนี้บ่อยๆ มันจะเกิดความเคยชินกับการเลียอึ หรือฉี่ของตัวเอง และในที่สุดสุนัขก็จะเข้าใจว่าอึและฉี่เป็นอาหารไปโดยปริยาย

2. เกิดจากความผิดปกติของระบบย่อยอาหาร
อาจเกิดขึ้นจากร่างกายของสุนัขไม่สามารถย่อย หรือดูดซึมรับเอาอาหารที่กินเข้าไป เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ต่อได้ อาจพบในสุนัขที่มีปัญหาเรื่องตับอ่อน ไม่สามารถสร้างน้ำย่อยได้ สุนัขที่ป่วยเป็นโรคนี้หากกินอะไรเข้าไปแล้วขับถ่ายออกมา อึจะยังคงมีลักษณะเดิมของอาหารที่กินเข้าไป เพียงแต่อาจถูกบดย่อยให้เล็กลง และเละขึ้นเท่านั้น สุนัขที่ป่วยเป็นโรคนี้จะหิวง่ายและกินอึของตัวเองได้

3. การสื่อสารที่ไม่ดีของผู้เลี้ยงกับน้องหมา
อีกด้านหนึ่งในมุมมองของนักจิตวิทยา การที่สุนัขกินอึหรือฉี่ของตัวเอง อาจจะสะท้อนให้เห็นถึงการสื่อสารที่ไม่ดีของผู้เลี้ยงกับสุนัข การที่สุนัขกินอึหรือฉี่ของตัวเองนั้น อาจเกิดจากการที่เจ้าของมักจะดุหรือตี เมื่อสุนัขขับถ่ายไม่เป็นที่เป็นทาง หรือไม่ตรงตามจุดที่เจ้าของเตรียมไว้ให้ เมื่อโดนดุและโดนตีมากๆ จะทำให้สุนัขเกิดความเครียด และกลัวว่าจะถูกทำโทษอีก สุนัขจึงรู้สึกว่าเมื่อขับถ่ายออกมาแล้วต้องรีบทำลายหลักฐานโดยการกิน เพื่อไม่ให้เจ้าของรู้ว่าตัวเองขับถ่ายไม่เป็นที่ เพื่อไม่ให้ถูกลงโทษอีก

วิธีแก้ไขพฤติกรรม
1. รีบเก็บอึไปทิ้ง เมื่อสุนัขถ่ายเสร็จแล้วให้เจ้าของรีบเก็บทิ้งทันที

2. ดุเมื่อเห็นน้องหมากินอึ เมื่อเห็นน้องหมากินอึให้ดุเขาทันทีเลยค่ะ หรือทำเสียงดังๆ เพื่อให้เขาตกใจ เมื่อทำแบบนี้ทุกครั้งสุนัขก็จะค่อยๆ เรียนรู้ไปเองว่าสิ่งที่เขากำลังทำอยู่นั้นเป็นสิ่งที่ผิด

3. พาน้องหมาไปขับถ่าย เจ้าของควรที่จะพาเค้าออกไปเดินเล่นเพื่อการขับถ่ายอย่างเป็นเวลา และสม่ำเสมอ เมื่อน้องหมาทำธุระเสร็จให้จูงน้องหมาออกมาจากบริเวณนั้น และให้รางวัลเป็นขนม หรือของเล่น เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจ

4. เปลี่ยนกลิ่นอึของน้องหมา ทำให้เค้าเกลียดกลิ่นอึของตัวเอง โดยการเอาพริกป่น พริกไทย หรือน้ำส้มสายชู มาเทราดลงบนอึของน้องหมา

5. ปรับเปลี่ยนอาหาร เติมส่วนผสมบางอย่างลงไปในอาหาร เพื่อทำให้อุจาระมีกลิ่นที่ผิดปกติไปจากเดิม เช่น การเติมน้ำมันพืช 15 ซี.ซี. ต่อน้ำหนักตัวของสุนัข 4.5 กิโลกรัม

6. ให้น้องหมากินผัก หรือผลไม้ที่มีกากใยมากๆ การให้น้องหมากินผัก หรือผลไม้ที่มีกากใยมากๆ จะทำให้องค์ประกอบของอุจาระแตกต่างไป ส่งผลให้น้องหมาไม่ชอบและไม่คุ้นลิ้น จากนั้นเค้าจะเลิกกินอึไปเองค่ะ

7. สังเกตว่าเกิดจากการผิดปกติของร่างกายหรือเปล่า เจ้าของควรพาน้องหมาเข้ารับการตรวจจากสัตวแพทย์ และแก้ไขตามความผิดปกติ ซึ่งอาจเพิ่มการทานเอนไซม์ช่วยย่อย เพื่อให้การย่อยอาหารทำงานได้สมบูรณ์มากขึ้น หรือการควบคุมปริมาณของสารอาหาร ทั้งโปรตีนและไขมัน ไม่ให้เกินระดับความต้องการของร่างกายสุนัขมากเกินไป


เฮ้ยยย! น้อง หมา กินอึต้องทำอย่างไร ดูเพิ่มเติมได้ที่ https://www.petcitiz.info/หมา/

6
ผิวหน้าที่เนียนละเอียดและรูขุมขนที่เล็กกระชับ เป็นผิวหน้าในฝันของสาว ๆ หลายคน เพราะนอกจากจะดูสวยใสไร้ที่ติแล้ว ยามแต่งหน้าก็ยังสามารถเนรมิตความงามเนียนสวยได้แบบเป๊ะ ๆ อีกด้วย (จริงไหม) แต่สำหรับสาว ๆ ที่มีปัญหารูขุมขนกว้างไม่กระชับ จนทำให้หมดความมั่นใจ วันนี้กระปุกดอทคอมมีเรื่องราวน่าสนใจเกี่ยวกับปัญหารูขุมขนกว้าง และวิธีกระชับรูขุมขนให้เล็กลงมาฝากเพื่อน ๆ กันด้วย

สาเหตุของปัญหารูขุมขนกว้าง ได้แก่…

1. พันธุกรรม แน่นอนค่ะว่าถ้าพ่อหรือแม่คุณเป็นคนมีรูขุมขนกว้างแล้วล่ะก็ ไม่แปลกเลยที่ผิวคุณจะเป็นแบบนั้นด้วย

2. แสงแดด แสงแดดมีรังสีที่ทำให้ผิวของคุณหนาขึ้น แล้วเซลล์ผิวของคุณนี่แหละ ที่ไปอุดตันรูขุมขนทำให้รูขุมขนกว้างขึ้น และที่สำคัญแสงแดดเป็นตัวทำลายคอลลาเจนและอีลาสตินที่อยู่ในผิว และเมื่อผิวมีความยืดหยุ่นน้อยลงแล้ว รูขุมขนก็จะกว้างขึ้นอันเนื่องมาจากการที่คอลลาเจนที่เป็นตัวรักษาความกระชับของผิวถูกทำลายไปนั่นเองค่ะ

3. การดูแลผิวที่ไม่เหมาะสม สาว ๆ เชื่อไหมคะว่า 78% ของการเกิดปัญหารูขุมขนกว้างนั้น มาจากการดูแลผิวที่ผิดวิธี อย่างถ้าคุณไม่ล้างเครื่องสำอางในตอนเย็น ไม่ล้างหน้าวันละ 2 ครั้ง ไม่ใช้มอยซ์เจอไรเซอร์ และไม่ขัดผิวเลย ก็ไม่แปลกที่คุณจะมีรูขุมขนกว้าง สาว ๆ รู้ไหมคะว่าการขัดผิวสัปดาห์ละ 2 ครั้งนั้น สามารถช่วยขจัดเซลล์ผิวที่ตายแล้วที่สะสมอยู่ในรูขุมขนได้

4. สิวอุดตัน และสิวหัวดำ ปัญหาสิวนี่แหละ สามารถทำให้เกิดปัญหารูขุมขนกว้างตามมาได้ ถ้าคุณรักษามันไม่ถูกวิธี โดยเฉพาะสาว ๆ ที่ชอบบีบ ก็จะเจอกับปัญหารูขุมขนกว้างอย่างไม่มีวันรักษาหาย

5. การที่ผิวผลิตน้ำมันมากเกินไป เป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้เกิดปัญหารูขุมขนกว้าง เพราะถ้าหากต่อมความมันใต้ผิวผลิตความมันออกมามากเกินไป รูขุมขนก็จะขยายขึ้นเพื่อขับความมันออกมา ซึ่งจะเป็นกันมากบริเวณทีโซนค่ะ

สำหรับวิธีกระชับรูขุมขนให้เล็กลง มีดังนี้…

1. การทำความสะอาดผิว สาว ๆ ที่มีผิวหน้ารูขุมขนกว้างควรล้างหน้าด้วยน้ำอุ่น ตามด้วยน้ำเย็นจัด ซึ่งน้ำอุ่นจะช่วยเปิดรูขุมขน ให้สิ่งสกปรกหลุดออกมา ส่วนน้ำเย็นจะช่วยกระชับผิวหลังจากล้างหน้า และเมื่อไม่มีสิ่งอุดตันใด ๆ ในรูขุมขนแล้ว ผิวก็จะใสไร้สิวเลยล่ะค่ะ

2. อย่าล้างหน้าบ่อย แม้ว่าการล้างหน้าจะเป็นวิธีทำความสะอาดรูขุมขนและผิวหน้า ให้ห่างไกลจากปัญหาผิวต่าง ๆ แต่หากสาว ๆ ล้างหน้าบ่อยเกินไป ผิวหน้าก็จะผลิตน้ำมันออกมามากขึ้น และอาจจะยิ่งมีปัญหาผิวเพิ่มขึ้นอีกด้วยค่ะ

3. ขจัดความมันบนใบหน้า ด้วยผลิตภัณฑ์ขจัดความมันส่วนเกิน หรือที่ควบคุมความมันนั่นเอง โดยเลือกใช้คลีนเซอร์แบบ oil-control หรือผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของซาลิไซลิด เอสิด ป้องกันความมันได้ดีเลยทีเดียวล่ะ

4. โทนเนอร์ ควรใช้โทนเนอร์ทำความสะอาดผิวอีกครั้งหลังล้างหน้า และเป็นการเตรียมผิวหน้าสู่ขั้นตอนการปรนนิบัติผิวอีกด้วย ซึ่งโทนเนอร์นี้จะช่วยให้ผิวหน้าสะอาด และแน่นอนว่า เมื่อไม่มีสิ่งอุดตันในรูขุมขนแล้ว หน้าก็จะใส และผิวดูกระชับขึ้น

5. ปกป้องผิว อย่าลืมปกป้องผิวด้วยครีมกันแดดทุกครั้งก่อนออกแดด เพราะแสงแดดและความร้อนจะทำให้ใบหน้าหมองคล้ำ ผิวเสียความชุ่มชื้น และหน้าอาจจะมันมากขึ้นด้วย

6. น้ำแข็ง ก่อนนอนหรือกลับไปบ้านตอนเย็น ลองใช้น้ำแข็งสะอาดมาประคบบริเวณใบหน้าสัปดาห์ละ 2 – 3 วัน ทำบ่อย ๆ ก็จะช่วยกระชับรูขุมขนได้ อ๊ะ ๆ แต่ก่อนเอาน้ำแข็งประคบ อย่าลืมล้างหน้าให้สะอาดก่อนนะจ๊ะ

7. มาส์กหน้า สาว ๆ หลายคนใช้วิธีมาส์กหน้าหรือพอกหน้าเพื่อช่วยให้ผิวกระชับ โดยมาส์กนั้นก็มีให้เลือกใช้หลายสูตร ไม่ว่าจะเป็น มาส์กหน้าด้วยไข่ขาว มาส์กหน้าด้วยมะเขือเทศ อย่างไรก็ตาม ต้องระวังมาส์กประเภทช่วยควบคุมความมัน หรือโคลนพอกหน้าที่ช่วยดูดซับน้ำมันส่วนเกินออกจากผิวหน้า เพราะสำหรับมาส์กประเภทนี้ หากทำบ่อยเกินกว่าสัปดาห์ละครั้ง จะทำให้ผิวของคุณแห้งได้ง่ายค่ะ



วิธี กระชับรูขุมขน ให้เล็กลง รูขุมขนกว้าง ทําไงดี ดูเพิ่มเติมได้ที่ https://www.beautysanta.com/รูขุมขนกว้างวุฒิศักดิ์/

7
จากที่เคยทำเมนูมะเขือยาว โดยเฉพาะน้ำพริกมะเขือยาวใส่น้ำปลาร้าตำรับอีสาน ลองเปลี่ยนมาใส่น้ำบูดูสไตล์ภาคใต้กันบ้างดีไหม กระปุกดอทคอมขอนำเสนอวิธีทำตำมะเขือยาว หรือ ซุปมะเขือยาว ความ​​อร่อยอยู่ตรงที่มะเขือยาวย่างกลิ่นหอมโขลกเคล้ากับหอมแดง กระเทียม และพริกคั่ว ที่สำคัญใส่น้ำบูดูเพิ่มความอร่อย ปิดท้ายโรยต้นหอม

ครั้งแรกกับการตำมะเขือยาว มีความอยากลอง อยากทำ อยากกินจ้า

ส่วนผสม ตำมะเขือยาว

• มะเขือยาว
• หอมแดง
• กระเทียม
• พริกจินดา
• พริกเหลือง
• น้ำบูดู หรือน้ำปลา หรือปลาร้าตามชอบ
• น้ำมะนาว
• น้ำตาลปี๊บเล็กน้อย
• ต้นหอมซอย

วิธีทำตำมะเขือยาว

ย่างมะเขือให้สุกจนนิ่ม แช่ในน้ำเย็นจัด ปอกเปลือกออกจนหมดหั่นเป็นท่อนแล้วฉีกเป็นเส้น

คั่วหอมแดง กระเทียม พริกจินดา และพริกเหลืองให้นิ่มและมีกลิ่นหอม

โขลกหอมแดง กระเทียม พริกจินดา และพริกเหลืองให้แหลก

ใส่มะเขือยาวลงไปโขลกให้เข้ากัน ปรุงรสด้วยน้ำบูดู น้ำมะนาว และน้ำตาลปี๊บ ชิมรสตามชอบ

จัดใส่จานกินแกล้มกับปลาแดดเดียว ไข่ต้ม ผักสด และผักลวกตามชอบเลยจ้า




เมนูอาหาร ตำมะเขือยาว ใส่น้ำบูดูอร่อยหอมนุ่มแบบปักษ์ใต้ ดูเพิ่มเติมได้ที่ https://www.parpaikin.com/เมนูอาหาร/

8

เพราะว่าการรีโนเวทห้องน้ำไม่ได้ทำกันบ่อยๆเหมือนซื้อเสื้อผ้าลดราคา ฉะนั้นการทำห้องน้ำใหม่ทั้งทีต้องพิจารณากันให้ดีสักหน่อย ไม่ว่าจะเป็นความต้องการของเราว่าชอบห้องน้ำแบบใด อยากได้อารมณ์ไหน รวมไปถึงการเลือกวัสดุอุปกรณ์ สุขภันฑ์ที่จะนำมาใช้ในการตกแต่งภายในห้องน้ำ วันนี้ forfur หยิบหลักความรู้ดีๆก่อนการรีโนเวทห้องน้ำเก่าให้สวยปิ๊งมาบอกค่ะ

1.งบประมาณ งบประมาณเป็นสิ่งสำคัญมากๆ จึงต้องพิจารณาอย่างรอบคอบทั้งงบการก่อสร้างและงบค่าแรงจ้างสถาปนิก รวมไปถึงช่าง เพื่อไม่ให้งบบานปลาย

2.พื้นที่เดิมของห้องน้ำหน้าตาเป็นอย่างไร นอกจากงบประมาณแล้วสิ่งที่ต้องคำนึงถึงเป็นลำดับต่อมา นั่นก็คือขนาดของห้องน้ำเก่า ดูแล้วเหมาะกับห้องน้ำที่เราอยากได้ใหม่หรือเปล่า หากใครอยากได้ห้องน้ำที่มีอ่างอาบน้ำ แต่หากห้องน้ำมีขนาดเล็กก็ควรหันมาเลือกใช้ชาวเวอร์ดีไซน์สวยๆทันสมัยแทน เป็นต้น

3.ระยะเวลาที่ใช้ในการก่อสร้าง คุณต้องกำหนดเวลาให้ชัดเจนในการก่อสร้าง เพราะระยะเวลาที่นานขึ้น นั่นก็หมายถึงงบประมาณก็จะยิ่งเพิ่มขึ้นเช่นกัน

4.หลักการจ้างสถาปนิก แน่นอนว่าการรีโนเวทห้องน้ำถ้าเป็นงานหลักๆเราคงจะทำเองไม่ได้อย่างแน่นอน ดังนั้นควรจ้างสถาปินกหรือผู้รับเหมาที่มีความเชี่ยวชาญในเรื่องนี้โดยเฉพาะ ทั้งระบบแสงสว่าง การรื้อถอนและทำใหม่ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาในระยะยาว

5.ทำให้ห้องน้ำขนาดเล็กดูกว้างขึ้น เมื่อห้องน้ำมีขนาดเล็กคับแคบ เราควรเลือกทาฝ้าเพดานสีขาว เพราะสีขาวจะทำให้ห้องน้ำสว่างขึ้น ติดไฟให้แสงส่องสว่างอย่างทั่วถึง เพียงเท่านี้ห้องน้ำของเราก็จะดูกว้างขวางขึ้นแล้วค่ะ นอกจากนี้การติดกระจกเงาบานใหญ่ก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่เข้ามาเปลี่ยนห้องน้ำเล็กๆให้ดูใหญ่กว่าเดิมได้เช่นกัน

6. หาข้อมูลในเว็บไซต์หรือหนังสือ กำหนดแบบให้เรียบร้อยว่าเราชอบแบบไหน เลือกสไตล์ที่ใช่มากที่สุด นำไปปรึกษาสถาปนิกหรือผู้รับเหมาเพื่อช่วยปรับหน้างานอีกที รวมไปถึงการช่วยเลือกสุขภัณฑ์มาตกแต่งภายในห้องน้ำด้วย สำหรับใครที่คิดจะรีโนเวทห้องน้ำใหม่ นำข้อควรรู้ดีๆต่อไปนี้ไปใช้ได้เลย


สุขภัณฑ์ ใหญ่เล็กไม่สำคัญ เคล็ดลับดีๆ ก่อนครีเอทห้องน้ำใหม่ ดูเพิ่มเติมได้ที่ https://www.gurubaan.com/สุขภัณฑ์/

9
วิธีการเลี้ยงดู สุนัข ของแต่ละคนย่อมมีความแตกต่างกันออกไป บางคนอาจมีเทคนิค เคล็ดลับเฉพาะตัว บางคนก็ไม่มีเทคนิคอะไรมากสักเท่าไรนัก เพราะอาจจะเพิ่งเป็นมือใหม่หัดเลี้ยงหมา ตัวแรกเสียด้วยซ้ำ สำหรับมือใหม่หลายๆ คนก็ไม่ต้องเป็นกังวลไปนะคะ วันนี้ Petcitiz ได้รวบรวมเทคนิคการดูแลน้องหมา ที่จะเปลี่ยนมือใหม่อย่างคุณให้กลายเป็นมืออาชีพ สามารถทำตามได้ง่ายๆ จะมีขั้นตอนยังไงบ้าง ตามมาดูกันเลยค่ะ

1.ดูแลเรื่องของอาหาร
การเลือกซื้ออาหารดีมีคุณภาพ จำเป็นต้องอ่านฉลากอย่างละเอียด ส่วนผสมหลักควรเป็นเนื้อจริงๆ ไม่ใช่ส่วนที่เหลือจากเนื้อสัตว์ (meat by-product) หรือธัญพืช จะได้แน่ใจว่าอาหารยี่ห้อนั้นเน้นโปรตีนดี ไม่ใช่มีแต่สารเติมแต่ง เลือกให้เหมาะกับสายพันธุ์ ขนาด ช่วงวัย โรคที่เป็น และควรให้อาหารตรงเวลาทุกวัน แนะนำว่าให้ 2 ครั้งต่อวันค่ะ และเราควรรู้ก่อนว่า แต่ละวันต้องให้อาหารมากน้อยแค่ไหน ปกติมักมีรายละเอียดบอกอยู่ที่ข้างถุงอาหาร พอรู้แล้วก็เอาปริมาณนั้นมาหารสอง แบ่งส่วนแรกให้ตอนเช้า และส่วนที่สองเก็บไว้ให้ตอนเย็น ถ้าเราเริ่มให้อาหารเป็นเวลา ก็จะช่วยให้เขาฝึกขับถ่ายง่ายขึ้นด้วย เพราะปกติหมา จะขับถ่ายของเสียหลังจากมื้ออาหาร 20–30 นาที

อีกเรื่องที่สำคัญไม่แพ้กันคือ พยายามอย่าให้สุนัขขาดน้ำเป็นอันขาด เพราะน้ำเป็นสิ่งที่สำคัญ และจำเป็นต่อร่างกายมาก อีกทั้งไม่ควรให้เขากินอาหารของคนด้วยนะคะ เพราะอาหารคนมีสารอาหารมากเกินความจำเป็นต่อร่างกายสุนัข อาจทำให้เป็นโรคอ้วนและโรคอื่นๆ ตามมาได้ค่ะ

2.ดูแลเรื่องสุขภาพ
เริ่มจากมองหาเพ็ทช็อป หรือโรงพยาบาลสัตว์ใกล้บ้าน หากเปิด 24 ชั่วโมง และไม่มีเว้นวันหยุดก็จะดีมากค่ะ เผื่อเกิดเหตุฉุกเฉินจะได้พาเขาไปหาหมอได้ทันเวลา เราสามารถแบ่งรายละเอียดเบื้องต้นเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพสุนัขได้ ดังนี้

ฉีดวัคซีนให้ครบตามโปรแกรม วัคซีนตัวสำคัญที่ขาดไม่ได้เลยก็คือ Rabies หรือ วัคซีนโรคพิษสุนัขบ้า และต้องไม่ลืมที่จะพาไปฉีดยากระตุ้นวัคซีนตามกำหนดให้ครบด้วยนะคะ เพื่อความปลอดภัยของทั้งสุนัข และผู้เลี้ยงเองค่ะ

การฝังไมโครชิป เป็นการฝังไมโครชิปขนาดเล็กจิ๋วเข้าไปใต้ผิวหนังบริเวณสะบัก โดยชิปนั้นจะมีหมายเลขประจำตัวของสุนัขที่บันทึกไว้ในฐานข้อมูล พร้อมรายละเอียดของผู้เลี้ยง เผื่อเกิดกรณีสุนัขถูกขโมย หรือหายออกไปแล้วมีคนเก็บได้ สามารถนำส่งตามคลินิก หรือโรงพยาบาลสัตว์ เพื่อจะได้สแกนหาเจ้าของถูกคน

หมั่นกำจัดปรสิตต่างๆ การป้องกันสุนัขจากพยาธิต่างๆ อย่างพยาธิตัวกลม (Roundworms) ซึ่งจะบ่อยแค่ไหนนั้นก็แล้วแต่ลักษณะการเลี้ยงดู ถ้าเลี้ยงแบบปิดก็เสี่ยงน้อยหน่อย เพราะไม่ได้ออกไปนอกบ้านแล้วบังเอิญติดพยาธิกลับมา รวมถึงผู้เลี้ยงต้องอธิบายพฤติกรรมการเลี้ยงให้คุณหมอฟังด้วย เพื่อจะได้รับคำแนะนำถูกว่าต้องป้องกันยังไง และควรถ่ายพยาธิบ่อยแค่ไหน ถ้าเสี่ยงน้อยก็อาจถ่ายพยาธิ 2-3 ครั้งต่อปี แต่ถ้าเสี่ยงมากหน่อยก็ต้องถ่ายกันทุกเดือน

ทำหมัน ก็เป็นทางเลือกที่ดีอีกทางหนึ่งในการดูแลสุขภาพของสุนัขค่ะ เพราะการทำหมันช่วยลดความเสี่ยงการเกิดโรคบางอย่าง เช่น มะเร็งเต้านม (ถ้าทำหมันทันก่อนฤดูผสมพันธุ์รอบที่ 2), มดลูกอักเสบ, โรคต่อมลูกหมาก อีกทั้งยังช่วยลดพฤติกรรมก้าวร้าวด้วย ความจริงแล้วการพาเขาไปทำหมันจะเรียกว่าเป็นความรับผิดชอบอันดับแรกของคนเลี้ยงสุนัขเลยก็ว่าได้ เพื่อป้องกันปัญหาท้องโดยไม่ตั้งใจ ซึ่งอาจเป็นปัญหากับคุณ และสังคมได้




4 เคล็ดลับการดูแลสุขภาพและ อาหารหมา ที่คุณต้องรู้ ดูเพิ่มเติมได้ที่ https://www.petcitiz.info/อาหารหมา/



10
ไปป่ะล่ะ! เอาใจหนุ่มๆ นักท่องราตรี พาไปเที่ยวผับฮอต พริตตี้สวย โคโยตี้แจ่ม ให้คุณได้สนุกกันทุกค่ำคืน แต่ละร้านบอกเลยว่า เห็นรูปแล้วน่าไปเช็คอินมาก

1.The Villa Pub

คลับสุดหรูแห่งย่านเหม่งจ๋าย ภายในร้านตกแต่งในสไตล์โมเดิร์น กว้างขวาง และมีโซนให้ได้เลือกนั่งมากมาย สุขใจไปกับพริตตี้สาวสวยที่จะมารอต้อนรับคุณและเอนเตอร์เทนดูแลเป็นอย่างดี

นอกจากนี้ยังมีการแสดงจากโคโยตี้สุดเซ็กส์ซี่ที่จะทำให้คุณหัวใจกระชุ่มกระชวยตลอดทั้งคืนแบบแนบชิดติดขอบเวที

ที่ตั้ง : แยกเหม่งจ๋าย ถ.ประชาอุทิศ กรุงเทพฯ

เวลาเปิด – ปิด : 20.00 – 02.00 น.

2.The Secret

ผับสุดหรูแห่งย่านเกษตร-นวมินทร์ ที่จะมีสาวๆ พริตตี้มารอต้อนรับและมอบความสุขให้กับคุณมากถึง 200 คน ภายในร้านมีการแบ่งโซนให้ได้เลือกนั่ง และดื่มด่ำไปกับเสียงเพลงจากวงดนตรีคืนละ 3 วง

นอกจากนี้ยังมีโซนห้องคาราโอเกะ ที่เพียบโซนชิลเอาท์ โอเพ่นแอร์ในสไตล์เรสเทอรองท์ที่มีเมนูอาหารจานเด็ดทั้งอาหารไทย จีน ยุโรป และการแสดงจากวงดนตรีโฟล์คซองที่จะมาเคิมเต็มความสุขให้คุณในทุกๆ คืน

ที่ตั้ง : ถ.เกษตร-นวมินทร์ แขวงลาดพร้าว เขตลาดพร้าว กรุงเทพฯ

เวลาเปิด – ปิด : 21.00 – 03.00 น.

3.The Pimp

The PIMP คลับสุดหรูที่รอต้อนรับคุณด้วยพริตตี้สาวสวยหุ่นเซ็กซี่ที่พร้อมจะกระชากใจในค่ำคืนที่แสนพิเศษ ภายในร้านตกแต่งอย่างสวยงามหรูหรา พร้อมเวทีขนาดยักษ์และวงดนตรีระดับเทพที่จะมาบรรเลงเพลงดนตรีเพราะๆ และดื่มด่ำไปกับลีลาการเต้นสุดเร้าใจจากโคโยตี้สาวสวยที่พร้อมจะสะกดให้คุณหลงใหลและสนุกไปด้วยกัน หนุ่มๆ คนไหนที่กำลังหาสถานที่เช็คอินคืนนี้ต้องไปที่


ผับ โคโยตี้ สวย พริตตี้ขาว น่าเช็คอินในกรุงเทพฯ ดูเพิ่มเติมได้ที่ www.tomorrowland.club

11
วิธีขจัดคราบบนกระเบื้องในห้องน้ำ
กระเบื้องภายในห้องน้ำมีคราบขาวเป็นรอยด่าง ถ้ากระเบื้องเป็นสีเข้มหรือผิวไม่เรียบก็จะยิ่งเห็นคราบสีขาวชัด

วิธีกำจัดคราบ : นำเบกกิ้งโซดามาผสมน้ำส้มสายชูกลั่น 4 : 1 หรือจะใช้น้ำยาขัดห้องน้ำที่อ่านจากฉลากว่ามีส่วนผสมของกรดเกลือ เมื่อได้น้ำยาขัดห้องน้ำแล้ว ให้อุดช่องระบายน้ำให้สนิทก่อน แล้วเทน้ำยาขัดห้องน้ำในบริเวณที่เป็นคราบทิ้งไว้ 1 -2 ชั่วโมง จากนั้นให้ใส่ถุงมือและผ้าปิดปากก่อนจะเทน้ำเปล่าลงไปที่พื้นห้องน้ำ แล้วขัดตามปกติ ถ้าจุดไหนคราบฝังแน่นมาก ก็ให้เทลงเฉพาะจุด ทิ้งไว้ 10 นาทีแล้วค่อยขัดออก

ขจัดทุกคราบสกปรกในห้องน้ำให้สะอาดเหมือนใหม่
วิธีขจัดคราบเหลืองในห้องน้ำหรือคราบหินปูนในห้องน้ำ
คราบสีเหลืองในห้องน้ำจะเกิดจากการตกตะกอนของหินปูนเกิดจากเหงื่อไคล และสิ่งสกปรกที่สะสมในห้องน้ำทำให้ห้องน้ำเขรอะไม่น่ามอง

วิธีกำจัดคราบ : ใช้น้ำส้มสายชูไม่ได้ต้องผสมน้ำไปเทบริเวณที่มีหินปูนแล้วทิ้งไว้ประมาณ 15 นาที จากนั้นก็ใช้ปรงขัดพื้นห้องน้ำขัดออก ถ้ายังออกไม่หมดก็ใช้น้ำยาขัดห้องน้ำมาเทซ้ำแล้วขัดอีกที หรืออีกวิธีให้บีบน้ำมะนาวลงบนคราบหินปูนแล้วทิ้งไว้ประมาณ 10 นาที ต่อมาก็โรยเบกกิ้งโซดาลงบนเปลือกมะนาว แล้วนำไปขัดบนคราบหินปูน ก็จะทำให้คราบเหลืองหายไป

วิธีขจัดคราบราดำในห้องน้ำ
ราดำในห้องน้ำจะเกิดจากความชื้น ส่วนใหญ่ก็จะเป็นบริเวณส่วนอาบน้ำ หรือ ห้องน้ำที่ไม่มีการระบายอากาศ อากาศไม่ถ่ายเทและแสงธรรมชาติเข้ามาไม่ได้ เพราะแสงธรรมขาตินั้นจะช่วยฆ่าเชื้อราดำได้

วิธีกำจัดคราบ : ใช้เบกกิ้งโซดามาโรยไว้ให้ทั่วห้องน้ำ ตามรอยต่อของกระเบื้องทิ้งไว้ 5 นาทีจากนั้นก็ใช้น้ำส้มสายชูกลั่น 5% ราดลงไปตามรอยต่อที่มีคราบราดำ ขัดเบาๆ ด้วยแปรงสีฟันเก่าๆ คราบก็จะค่อย ๆ หลุดไป ถ้าทิ้งรอยคราบไว้นานจนฝังลึกอาจจะไม่สะอาดในครั้งแรก จะต้องทำเรื่อย ๆ ทำซ้ำหลายครั้งจุงจะสะอาดไร้รอยยคราบราดำ

ขจัดทุกคราบสกปรกในห้องน้ำให้สะอาดเหมือนใหม่

วิธีขจัดคราบบนสุขภัณฑ์ต่าง ๆ

การทำความสะอาดก็อกน้ำ ฝักบัว
บริเวณที่เป็นก๊อกน้ำ ฝักบัว สายชำระที่ใช้วัสดุเป็นสีโครเมี่ยม,สเตนเลสหรือทองเหลืองนั้น อาจจะเกิดความหมองจากคราบไขมันของผู้ใช้งาน วิธีทำให้กลับมาแวววาวเหมือนเดิม เพียงเช็ดเบา ๆ ด้วยผ้านุ่มที่ชุบน้ำส้มสายชู หรือจะใช้น้ำยาขัดอเนกประสงค์ที่มีขายทั่วไปอย่าง น้ำยาสเตคลีน , บรัสโซ หรือ Stainless steel cleaner ก็ได้



น้ำยาทำความสะอาด วิธีทำความสะอาด ขจัดคราบสกปรกต่าง ๆ ดูเพิ่มเติมได้ที่ https://www.bcithailand.net/น้ำยาทำความสะอาด/

12

 เชื่อว่าหลายคน กำลังประสบปัญหาเรื่องการทำความสะอาดเฟอร์นิเจอร์สุดโปรด ให้ห่างไกลคราบที่เกาะตามเฟอร์นิเจอร์ บางชนิดอาจจะฝังแน่นแก้ยาก ยิ่งเป็นเฟอร์นิเจอร์ที่อยู่ในบ้านต้องดูแลให้สม่ำเสมอ เพื่อความสวยงามและยืดอายุการใช้งาน งั้นลองมาดู เคล็ดลับ ขจัดคราบสกปรก เหล่านั้นง่ายๆ ด้วยตัวเองกันเถอะค่ะ

ไฮโดรเจนเพอร์ออกไซด์ ช่วยขจัดคราบหมองถึงชื่อมันจะดูวิทยาศาสตร์ แต่เป็นสารเคมีที่สามารถสลายตัวได้เองช่วยขจัดคราบหมองและฆ่าเชื้อโรคบนเฟอร์นิเจอร์บุนวมได้ เพียงนำไฮโดรเจนเพอร์ออกไซด์ 1 ถ้วยตวง ผสมน้ำยาล้างจาน 1/2 ถ้วยตวง แล้วเทใส่ขวดสเปรย์ ฉีดพ่นไปที่คราบหมองเช็ดออกให้เรียบร้อย

เฟอร์นิเจอร์มันเงาด้วยน้ำมันมะกอก น้ำมันมะกอกนอกจากจะช่วยบำรุงผิวหนังหรือนำไปทำอาหารได้แล้วนั้นยังช่วยบำรุงเฟอร์นิเจอร์หนังให้ดูเหมือนใหม่อีกด้วย เพียงนำน้ำมันมะกอกถูเฟอร์นิเจอร์บาง ๆ ให้ทั่ว เพราะน้ำมันมะกอกจะซึมลงไปบำรุงพวกริ้วรอยขีดข่วนให้ดูใหม่ขึ้น หรือจะใช้แปรงขัดรองเท้าปาดครีมขัดรองเท้ามาขัดถูเฟอร์นิเจอร์ก็ช่วยได้

ที่ปาดน้ำฝนช่วยกำจัดขนสัตว์บนพรม บ้านที่มีสัตว์เลี้ยงคงหนีไม่พ้นปัญหาขนสัตว์ร่วงหล่นเต็มพื้นจนไปติดอยู่บนพรมและทำความสะอาดยาก แค่เพียงนำที่ปาดน้ำฝนบนกระจก ปาดขนสัตว์บนพรม ขนสัตว์ก็จะออกมากองอยู่นอกพรมได้อย่างง่ายดายแล้ว

น้ำยาล้างเล็บเช็ดรอยด่างบนพรม เวลารับประทานอาหารแล้วมีเศษอาหารหรือเครื่องดื่มหกเลอะเทอะพรมอยู่จะทำความสะอาดยากพอสมควร แต่ก็มีอุปกรณ์ที่เกือบทุกคนมีติดบ้านไว้แน่นอน คือน้ำยาล้างเล็บที่นอกจากจะช่วยทำความสะอาดเล็บด้วยแล้ว ยังสามารถนำมาเช็ดรอยด่างบนพรมได้อีกด้วย เพียงนำผ้าชุบน้ำยาล้างเล็บหมาดๆ แล้วเช็ดบริเวณคราบสกปรกบนพรม เห็นได้ชัดว่ารอยคราบค่อย ๆ จางออกไปและกลับมาสวยเหมือนใหม่อีกครั้ง

กำจัดฝุ่นเฟอร์นิเจอร์ด้วยการใช้ลูกกลิ้ง เวลาเราทำความสะอาด ปัด กวาด เช็ด ถู เครื่องใช้ต่าง ๆ ภายในบ้านฝุ่นที่เกาะตัวตามเฟอร์นิเจอร์จะฟุ้งกระจายขึ้นมา จนมีอาการไอ จาม เมื่อเป็นหนักขึ้นจะเป็นภูมิแพ้ได้ แต่เราสามารถใช้ลูกกลิ้งกาวที่เช็ดฝุ่นบนเสื้อผ้ามาใช้ด้วยการกลิ้งให้ทั่วบริเวณเฟอร์นิเจอร์ เพียงเท่านี้ก็ทำให้เฟอร์นิเจอร์กลับมาสะอาดปราศจากฝุ่นเกาะแถมไม่ฟุ้งกระจายทั่วบ้านอีกด้วย

เบคกิ้งโซดาคืนความสะอาดให้ชักโครก ชักโครกเป็นโถสุขภัณฑ์ที่พวกเราต้องใช้เป็นประจำทุกวัน เมื่อผ่านการใช้งานไปนาน ๆ อาจทำให้เกิดคราบสะสมฝังแน่นจนทำความสะอาดยากดูไม่สะอาดและไม่น่าใช้ ปัจจุบันก็มีน้ำยาทำความสะอาดคราบต่าง ๆ ภายในห้องน้ำมากมาย แต่ค่อนข้างอันตรายเพราะอาจจะสร้างความระคายเคืองผิวหนังได้ ซึ่งมีวิธีการทำความสะอาดแบบประหยัดงบและไม่เป็นอันตรายต่อผิวหนังอีกด้วย โดยการผสมเบคกิ้งโซดา 2 ถ้วยตวง กับดีเกลือ 1/4 ถ้วยตวง แต่ถ้าอยากมีกลิ่นหอมให้ใส่น้ำมันหอมระเหยลงไปผสมด้วยแล้วตักใส่แม่พิมพ์ทิ้งไว้ให้แห้งแล้วนำไปหย่อนลงในชักโครก ปิดฝาทิ้งไว้ค้างคืนตอนเช้าก็ทำความสะอาดชักโครกได้ปกติ ทำแบบนี้เพียงสัปดาห์ละ 1 ครั้ง จะทำให้ชักโครกไร้คราบฝังแน่นแน่นอน


น้ำยาล้างคราบน้ำมัน ขจัดคราบสกปรก แบบทันใจง่ายๆ จากอุปกรณ์ภายในบ้าน ดูเพิ่มเติมได้ที่ https://www.bcithailand.net/น้ำยาล้างคราบน้ำมัน/

13
จุลินทรีย์หอม บ่อบำบัดน้ำเสียส่วนใหญ่ในประเทศไทยจะยังไม่ค่อยสมบูรณ์แบบเท่าที่ควร เกิน 50% ขึ้นไป

ดังนั้นปัญหากลิ่นฟุ้งกระจายจากบ่อบำบัดน้ำเสียจะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝน น้ำฝนเข้าไปในระบบยิ่งทำให้กลิ่นแรงมากขึ้น ถึงแม้ระบบบำบัดน้ำเสียเป็นระบบที่ดีที่สุด ในบางครั้งยังประสบกับปัญหาระบบล้มเหลว กลิ่นจากบ่อบำบัดน้ำเสียก็เริ่มฟุ้งกระจายส่งกลิ่นไปทั่วบริเวณได้ น้ำเสียที่มีสารอินทรีย์เจือปน เช่น พืชผัก เนื้อสัตว์ แป้ง เป็นต้น เมื่ออยู่ในน้ำจะเกิดการเน่าเสียขึ้นได้ง่ายๆ

เมื่อสะสมนานๆเข้าจะเกิดปัญหากลิ่นเน่าเหม็นส่งกลิ่นไปทั่วบริเวณ และส่วนใหญ่ของเสียเหล่านี้ก็จะถูกทิ้งลงที่บ่อบำบัดน้ำเสีย ซึ่งส่วนใหญ่ยังไม่ได้ตามเกณฑ์มาตรฐานอย่างที่กล่าวไว้ในเบื้องต้นจึงเกิดปัญหากลิ่นเหม็นจากบ่อบำบัดน้ำเสียขึ้นนั่นเอง

จะแก้ไขปัญหาบ่อบำบัดน้ำเสียส่งกลิ่นเหม็นได้อย่างไร?

ในการแก้ไขปัญหาบ่อบำบัดน้ำเสียส่งกลิ่นเหม็นรบกวนบริเวณข้างเคียง ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจในปัญหานี้ก่อน น้ำที่เน่าเสียและเก็บไว้ในบ่อบำบัดน้ำเสีย ถ้าเกิดจากสารอินทรีย์จำพวกพืชผัก แป้งและเนื้อสัตว์ ก็ต้องใช้จุลินทรีย์บำบัดย่อยสลายของเสียเหล่านี้ให้มีโมเลกุลขนาดเล็กลง เมื่อปฏิกิริยาการย่อยสลายของจุลินทรีย์สมบูรณ์กลิ่นเน่าเหม็นก็จะไม่เกิดขึ้น แต่ปริมาณและความหนาแน่นของจุลินทรีย์ต้องมากกว่าปริมาณของเสียที่เกิดขึ้นจริง การย่อยสลายของเสียจึงจะสมบูรณ์แบบ กลิ่นเน่าเหม็นจึงจะหายไปได้ ถ้าปริมาณและความหนาแน่นของจุลินทรีย์ไม่เพียงพอกับปริมาณของเสียที่เกิดขึ้นจริง ( ของเสียหรือน้ำเสียมีมากกว่าปริมาณจุลินทรีย์ ) ปัญหากลิ่นเน่าเหม็นของบ่อบำบัดน้ำเสียก็ยังคงมีอยู่เหมือนเดิมต่อไป ดังนั้น การใช้จุลินทรีย์ย่อยสลายและบำบัดน้ำเสียดับกลิ่นบ่อบำบัดน้ำเสีย ต้องเพิ่มหรือเติมปริมาณของจุลินทรีย์ให้ถึงและหมั่นเติมเป็นระยะๆ ตราบใดที่ของเสียและน้ำเสียเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา

วิธีดับกลิ่นเหม็นจากบ่อบำบัดน้ำเสียด้วยน้ำยาดับกลิ่น(จุลินทรีย์หอม)

1. กรณีที่บ่อบำบัดน้ำเสียส่งกลิ่นเหม็นไม่วิกฤติมาก เติมจุลินทรีย์หอม ปริมาณไม่น้อยกว่า 1 ลิตร ต่อ น้ำเสียปริมาตร 1 ลูกบาศก์เมตร ( 1 คิว ) โดยการเติมในบ่อแรกที่รับของเสียและน้ำเสีย หรือ บ่อที่มีปัญหากลิ่นเหม็นฟุ้งกระจาย

2. กรณีที่บ่อบำบัดน้ำเสียส่งกลิ่นเหม็นรุนแรงมาก ให้เติมจุลินทรีย์หอม ปริมาณ 3-5 ลิตร ต่อ น้ำเสีย 1 ลูกบาศก์เมตร การเติมจุลินทรีย์เหมือนในข้อ 1

ควรหมั่นเติมจุลินทรีย์ย่อยสลายเข้าไปในระบบ ( เติมจุลินทรีย์ลงในบ่อบำบัดน้ำเสียที่ส่งกลิ่นเหม็น )อย่างน้อยเดือนละครั้ง หรือสัปดาห์ละครั้งยิ่งเป็นการดีมาก เพราะจะทำให้จุลินทรีย์มีในระบบอยู่ตลอดเวลา ประสิทธิภาพในการย่อยสลายของเสียในบ่อบำบัดน้ำเสียก็จะยิ่งดีมากขึ้น ในการเติมในแต่ละครั้งไม่ควรเติมน้อยจนเกินไป ควรเติมให้พอกับปริมาณของเสียและน้ำเสียที่เกิดขึ้นจริง

เรา คือ ผู้ผลิตและจำหน่ายจุลินทรีย์ย่อยสลายของเสียสำหรับเติมบ่อบำบัดน้ำเสียแบบไม่ใช้อ๊อกซิเจน หรือ จุลินทรีย์อีเอ็มนั่นเอง สามารถนำจุลินทรีย์นี้ไปเติมลงในบ่อบำบัดน้ำเสีย เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการย่อยสลายของเสียในบ่อบำบัดน้ำเสียให้ได้ดีขึ้น ลดปัญหากลิ่นไม่พึงประสงค์จากบ่อบำบัดน้ำเสียและกลิ่นเหม็น




แก้ไขปัญหาบ่อ บำบัดน้ำเสีย ส่งกลิ่นเหม็นได้อย่างไร? ดูเพิ่มเติมได้ที่ https://www.bcithailand.net/บำบัดน้ำเสีย/

14
ซึ่งตามปกติน้ำเสียทั้งหมดของโรงงานหรือบริษัทต่างๆจะถูกนำไปเก็บหรือระบายไปเก็บไว้ที่บ่อบำบัดส่วนกลาง เป็นแหล่งเก็บของเสียหรือน้ำเสียรวม ของเสียต่างๆอาจจะมาจากไลน์ผลิตและห้องน้ำส่วนกลางแล้วนำมาบำบัดที่บ่อบำบัดที่สร้างขึ้นมา ของเสียในน้ำเสียอาจจะส่งกลิ่นเหม็นรบกวนรอบๆบริเวณ น้ำเสียเหล่านี้จำเป็นต้องได้รับการบำบัดให้เป็นน้ำดีก่อนปล่อยออกสู่สิ่งแวดล้อมสาธารณะ น้ำเสียส่วนใหญ่จะอยู่ในบ่อบำบัดลากูน ซึ่งเป็นบ่อธรรมชาติหรือบ่อปูน และส่วนใหญ่การบำบัดน้ำเสียยังไม่สมบูรณ์จึงเกิดปัญหาส่งกลิ่นเหม็นคลุ้งไปทั่วบริเวณรอบๆบ่อบำบัดและบริเวณข้างเคียง การแก้ปัญหานี้ด้วยการเติมหรือเพิ่มจุลินทรีย์ลงในบ่อบำบัดน้ำเสีย เพื่อให้จุลินทรีย์ไปย่อยสลายของเสียที่ยังไม่ได้รับการย่อยสลาย การเพิ่มจุลินทรีย์ลงในระบบบ่อบำบัดต้องมากพอสำหรับปริมาณน้ำเสีย ถ้าเติมจุลินทรีย์น้อยเกินไปจะไม่ได้ผลดีเท่าที่ควร

ควรเติมจุลินทรีย์ในบ่อบำบัดน้ำเสียบ่อยแค่ไหน?

ควรเติมจุลินทรีย์ย่อยสลายของเสียน้ำเสียอย่างน้อยเดือนละครั้งหรือบ่อยครั้งได้ยิ่งเป็นการดี ปริมาณการเติมในแต่ละครั้งควรเติมให้มากพอสำหรับน้ำเสีย

การแก้ปัญหากลิ่นเหม็นจากบ่อบำบัดน้ำเสียที่ส่งกลิ่นเหม็นรบกวน

ด้วยการบำบัดด้วยจุลินทรีย์บำบัดน้ำเสีย อาจจะเป็นจุลินทรีย์ที่ใช้ออกซิเจนและจุลินทรีย์ที่ไม่ใช้ออซิเจนร่วมกันก็ได้ เพราะลำพังจุลินทรีย์ที่ใช้ออกซิเจนอาจจะไม่เพียงพอต่อปริมาณน้ำเสียหรือของเสียที่เกิดขึ้น กรณีที่การย่อยสลายน้ำเสียหรือของเสียของจุลินทรีย์ยังไม่สมบูรณ์จะเกิดปัญหากลิ่นไม่พึงประสงค์หรือกลิ่นเหม็นเกิดขึ้น ดังนั้น จึงมีความจำเป็นที่จะต้องเติมหรือเพิ่มปริมาณจุลินทรีย์เข้าไปในระบบบำบัดน้ำเสียหรือเติมลงในบ่อเกรอะให้เพียงพอต่อปริมาณน้ำเสีย เพื่อปฏิกิริยาการย่อยสลายจะได้สมบูรณ์ กลิ่นเหม็นต่างๆก็จะน้อยลงหรือไม่ปรากฎ จะเห็นได้ว่า ปริมาณจุลินทรีย์ต้องพอเหมาะหรือมากกว่าน้ำเสียหรือของเสียที่เกิดขึ้น กลิ่นเหม็นจึงจะหายไปหรือลดลง ควรเติมจุลินทรีย์เป็นระยะๆ อย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง เนื่องจากจุลินทรีย์บางส่วนในบ่อเกรอะอาจเสื่อมสลายไปตามธรรมชาติ ทำให้ปริมาณจุลินทรีย์ในบ่อเกรอะลดลงอย่างต่อเนื่อง จึงมีความจำเป็นต้องเติมจุลินทรีย์เพิ่มลงในบ่อเกรอะดังกล่าว

อัตราส่วนการใช้

1. กรณีที่น้ำเสียในบ่อเกรอะไม่วิกฤติมาก ให้ใช้จุลินทรีย์อัตราส่วน จุลินทรีย์ 1 ลิตร ต่อ น้ำเสีย 1 ลูกบาสก์เมตร ( 1 คิว )

2. กรณีที่น้ำเสียในบ่อเกรอะนั้นวิกฤติมากๆหรือส่งกลิ่นเหม็นอย่างรุนแรง ให้เพิ่มปริมาณการใช้จุลินทรีย์เป็น 2-3 เท่าของการใช้ในภาวะปกติ

หมายเหตุ : กรณีที่ผู้ใช้ใช้จุลินทรีย์บำบัดน้ำเน่าเสียน้อยจนเกินไปอาจไม่ได้ผลดีเท่าที่ควรจะเป็น ไม่สามารถดับกลิ่นหรือลดกลิ่นน้ำที่เน่าเหม็นได้หรือลดกลิ่นได้เล็กน้อยเท่านั้น ทางที่ดีควรใช้ให้เหมาะสมกับปัญหาที่มีอยู่ ถ้าใช้จุลินทรีย์เป็นก็เกิดประโยชน์ต่อผู้ใช้และสิ่งแวดล้อมโดยตรง

มีปัญหาน้ำเน่าเสีย น้ำมีกลิ่นเน่าเหม็น ใช้จุลินทรีย์ดับกลิ่นน้ำเน่าเสียดับกลิ่นน้ำเน่าเหม็น-kasama

จุลินทรีย์จะช่วยย่อยสลายของเสียได้รวดเร็ว น้ำที่เน่าเหม็นจะเริ่มมีกลิ่นหอมทันที

จุลินทรีย์หอม-Kasama เหมาะสำหรับ.-

– บำบัดน้ำเสียในบ่อเกรอะ ดับกลิ่นเหม็นในบ่อบำบัดน้ำเสีย บำบัดน้ำที่เน่าเสีย ดับกลิ่นเหม็นของน้ำเสีย ทั้งจากห้องน้ำห้องส้วม น้ำเสียจากกระบวนการผลิต เช่น โรงงานผลิตขนม โรงงานเชือดไก่ โรงงานเชือดสุกร โรงงานลูกชิ้น ฯลฯ น้ำเสียที่เกิดขึ้นจากกระบวนการผลิตจะส่งกลิ่นเหม็นรุนแรงไปทั่วบริเวณกว้าง

– ดับกลิ่นเหม็นในฟาร์ม เช่น ฟาร์มสุกร ฟาร์มไก่ ฟาร์มนก ฯลฯ



น้ำยาดับกลิ่นบ่อ บำบัดน้ำเสีย ส่งกลิ่นเหม็นรบกวน ดูเพิ่มเติมได้ที่ https://www.bcithailand.net/บำบัดน้ำเสีย/

15
หลายคนในทีมแอดมินบ่นเรื่องปัญหาท่อตันที่บ้านบ่อยครั้ง จนแอดมินต้องหาข้อมูลและรวบรวมวิธีแก้ปัญหาท่อตันมานำเสนอ เพราะเรื่องท่อตันเป็นปัญหาที่บ้านทุกหลังพบเจอบ่อยครั้ง และเมื่อเจอปัญหาก็พยายามหาวิธีแก้ไขต่างๆ จึงรวบรวมวิธีแก้ปัญหาท่อตันแบบที่ทำได้เลยมาฝากเป็นเทคนิคพิเศษสำหรับบ้านทุกหลังค่ะ


น้ำร้อนก็ช่วยได้: บางครั้งปัญหาท่อตันอาจเกิดจากการสะสมของไขมันเท่านั้น ดังนั้นวิธีแก้ปัญหาที่ง่ายที่สุด และน่าจะทดลองทำได้ในเบื้องต้นก็คือเทน้ำร้อนจัดๆ ลงไปในท่อ เพื่อให้ความร้อนจากน้ำร้อนช่วยละลายไขมัน

ปั๊มยางดูดส้วม: เป็นวิธีแก้ปัญหาขั้นพื้นฐานที่คนส่วนใหญ่นิยมใช้มากที่สุด เนื่องจากเป็นอุปกรณ์ที่หาซื้อได้ง่าย และไม่ยุ่งยากในการใช้งาน

เส้นเหล็กดัดงอ: นอกจากอุปกรณ์ต่างๆ ที่ใช้สำหรับแก้ปัญหาท่ออุดตันแล้ว เราสามารถใช้เหล็กหรือแท่งโลหะที่สามารถดัดส่วนปลายงอเป็นข้อ เช่นไม้แขวนเสื้อสามารถนำมายืดให้ตรง แล้วดัดส่วนปลายของไม้แขวนเสื้อให้งอ ก็สามารถนำอุปกรณ์ที่คุณ diy เหล่านี้ไปใช้แก้ปัญหาแก้ท่อตันได้

น้ำยาล้างห้องน้ำ: น้ำยาล้างห้องน้ำเป็นตัวช่วยหนึ่งในการทำละลายสิ่งอุดตันภายในท่อน้ำได้ โดยนำน้ำยาล้างห้องน้ำผสมกับน้ำเปล่า แล้วเทลงไป กรดภายในน้ำยาล้างห้องน้ำสามารถทำให้ตะกรันที่ติดค้างภายในท่อหลุดออกไปได้

ตะแกรงกรองเศษอาหาร: ปกติที่ซิงค์ล้างจานบริเวณปากท่ออาจจะไม่มีสิ่งใดปิดกั้นไว้ การซื้อตะแกรงตาถี่ๆ มาวางกั้น จะทำให้ระหว่างล้างจาน เศษอาหารที่จะอุดตันท่อถูกกรองออกไปก่อนได้ในระดับหนึ่ง ซึ่งช่วยลดการเกิดปัญหาท่อน้ำอุดตันได้เป็นอย่างดี


แผ่นดักเส้นผม: อีกปัญหาหนึ่งที่หลายคนอาจมองข้ามนั่นคือเส้นผมของเรา เส้นผมเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้ท่อน้ำอุดตัน ปกติในห้องน้ำมักมีฝาปิดปากท่อระบายน้ำอยู่แล้ว แต่ไม่สามารถป้องกันเส้นผมไม่ให้ไหลลงไปได้ การนำแผ่นดักเส้นผมมาติดเพิ่มที่ปากท่อระบายน้ำ จะช่วยป้องกันปัญหาเส้นผมไหลลงไปติดในท่อได้ระดับหนึ่ง

รวมวิธี แก้ปัญหา ท่อตัน แบบที่ทำได้เลยมาฝากเป็นเทคนิคพิเศษ ดูเพิ่มเติมได้ที่ https://www.bcithailand.net/ท่อตัน/

หน้า: [1] 2 3