ผู้เขียน หัวข้อ: 10 สุดยอดเรื่องเล่าสยองขวัญเดอะช็อค  (อ่าน 73 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

02-05-2017 , 02:29:23
  • Full Member
  • ***
  • กระทู้: 105
    • ดูรายละเอียด


10 สุดยอดเรื่องเล่าสยองขวัญเดอะช็อค
เรื่องราวของประสบการณ์ประหลาด จิตวิญญาณ ภูต ผี ปีศาจ สิ่งเร้นลับที่ยังไม่มีใครสามารถพิสูจน์ได้ โดยเฉพาะเมื่อพูดถึง ผี ขึ้นมาเมื่อไหร่ หลายคนคงหยุดนิ่งพร้อมกับความรู้สึกเสียวสันหลังวูบ เพราะไม่อยากเจออย่างแน่นอน แต่ก็ไม่ใช่ว่าเราจะหลีกเลี่ยงได้ เพราะหลายคนก็เคยสัมผัสความสยอง จนถึงขั้นเอามาเล่าสู่กันฟังแบบสดๆ หน้าไมค์ในรายการเดอะช็อค รายการวิทยุสดที่นำเสนอ เรื่องผี วิญญาณและสิ่งเร้นลับ โดยเปิดสายให้คนทางบ้านมาเล่าประสบการณ์สยองของตัวเอง รายการนี้มีดีเจที่เชี่ยวชาญเรื่อง ผี ชื่อดังอย่างพี่ป๋อง กพล ทองพลับ และทีมงานที่ดำเนินรายการตลอดระยะเวลา 20 กว่าปีที่ผ่านมากับเรื่องเล่านับหมื่นเรื่อง และบางเรื่องยังโด่งดังขนาดนำไปสร้างเป็นภาพยนต์อีกด้วย เรื่องที่ถูกเล่าในรายการเดอะช็อคเรื่องใดที่เป็นเรื่องที่ได้รับความนิยมมากที่สุด มาดูกัน

อันดับที่ 10 ลองของผีที่บ้านร้าง
เรื่องนี้แฟนรายการเดอะช็อคชื่อคุณต้นไปลองของที่บ้านร้างแถวชานเมืองที่หนึ่ง เป็นหมู่บ้านที่ปล่อยร้างไว้นานมาก เป็นบ้านเดี่ยวสองชั้น คุณต้นไปลองของกับเพื่อนประมาณ 6-7 คน ขับรถกระบะกันเข้าไป พอขับเข้าไปถึงที่บ้านหลังนี้ ทุกคนกลับมีความรู้สึกว่าไม่อยากเข้าไปแล้ว รู้สึกกลัวกัน เพราะด้วยบรรยากาศด้วยอะไรหลายๆ อย่าง แต่ด้วยที่ว่าตัดสินใจมากันแล้วก็ลองเข้าไปดูหน่อยก็แล้วกัน ก็ขึ้นไปกัน พอขึ้นไปปุ๊บ ที่ข้างหน้าประตูเนี่ยมันล็อค มันเข้าไม่ได้ ก็เลยพยายามปีนขึ้นไปบนชั้นสอง ตอนแรกเพื่อนคุณต้นปีนขึ้นไปก่อน ปรากฏว่าเพื่อนรีบกระโดดลงมาจากชั้นสองแล้วบอกว่ากลับกันดีกว่า คุณต้นเห็นอาการของเพื่อนแทนที่จะกลัว กลับอยากรู้ว่าเพื่อนไปเห็นอะไร ก็เลยขึ้นไปดูบ้าง พอขึ้นไปคุณต้นก็เห็นผู้หญิงคนหนึ่งยืนอยู่ อีกฟากหนึ่งของห้องที่มีกระจกไฟเบอร์กลาสกั้นอยู่ คุณต้นก็คิดว่าตัวเองตาฝาด ก็ขยี้ตาก็ปรากฏว่าผู้หญิงคนนั้นเลื่อนมาอยู่ที่ตรงหน้าเขาอย่างรวดเร็ว ก็รีบวิ่งลงมาหาเพื่อนที่รออยู่และพากันกลับ พอออกรถก็รู้สึกว่ามีบางอย่างติดอยู่ที่ล้อรถ ก็ลงมาดูกัน พอหยิบดูก็พบว่าเป็นเส้นผมกระจุกใหญ่ แถมตอนออกมาที่ทางออกของหมู่บ้าน ผู้หญิงคนหนึ่งก็ยืนขวางทางอยู่อีกด้วย ก็ขับฝ่าออกมากันด้วยความระทึก

อันดับที่ 9 บ้านเราเองแท้ๆ
เรื่องนี้เกิดขึ้นที่จังหวัดระยอง เป็นเรื่องของพี่กุ้งที่โทรมาเล่าให้ฟัง พี่กุ้งนี่ไปเรียนต่างประเทศมาซึ่งที่บ้านเขานี่ค่อนข้างจะมีตังค์ ก็เป็นบ้านใหญ่ คุณพ่อเขาเนี่ยปลูกบ้านไว้หลายหลัง ก็พอกลับไป พ่อเขาก็ยกบ้านหลังนี้ให้อยู่ พอไปอยู่แรกๆ ก็เจอเลย ในบ้านจะมีเตียงนอนที่ไปซื้อมือสองมา เป็นเตียงไม้ใหญ่ๆ แล้วในตอนที่นอนนี่เหมือนมีผู้ลายคนหนึ่งมายืนอยู่ปลายเตียง แล้วก็บอกว่าเอาที่กูคืนมา บอกอย่างนี้อยู่หลายคืน แล้วทีนี้พอคืนหลังๆ เนี่ยหลังจากผู้ชายแล้วก็มีผู้หญิงเข้ามาด้วย ผีผู้ชายจากที่ยืนอยู่ปลายเตียงก็เริ่มมานั่งคร่อมบนตัว แต่ผีผู้หญิงนี่แปลก ไม่ได้ยืนใกล้ๆ แต่ยืนอยู่ที่หน้าห้อง ตาแดงๆ และชี้หน้าด้วยความโกรธ ใส่ชุดคลุมท้องด้วย ซึ่งพี่กุ้งจะเจอผู้หญิงคนนี้บ่อยมาก จนทนไม่ไหวไปบอกคุณพ่อ คุณพ่อเขาก็เลยนิมนต์พระมาทำพิธี หลังจากทำพิธีแล้ว ผีผู้ชายหายไป เหลือแต่ผีผู้หญิง ซึ่งไม่ยอมไปซะที ทั้งๆ ที่ทำบุญให้แล้ว หลังจากนั้นก็เจอหนักขึ้นๆ บางทีนอนๆ อยู่ในห้องแล้วประตูหเองก็เปิดไปเห็นห้องโถงข้างหน้าเห็นผีผู้หญิงยืนชี้หน้าอยู่ ซึ่งในภายหลังน้องของพี่กุ้งได้โทรเข้ามาในรายการบอกว่าเขาพาเพื่อนที่ท้องมาอาศัยที่บ้านหลังนี้เนื่องจากพ่อไม่ยอมรับ แต่ก็เสียชีวิต ตายทั้งกลมอยู่ที่บ้านหลังนี้

อันดับที่ 8 เช่าแสนถูก
พี่ผู้ชายคนที่โทรมาเล่านี้ช่วงนั้นแกฐานะไม่ดีก็เลยไปหาบ้านเช่าถูกๆ แกก็อยู่กับแฟน เวลาที่อยู่บ้านหลังนี้เขาจะเจอกับผีผู้หญิงคนหนึ่ง แบบกำลังเคลิ้มๆ กึ่งหลับกึ่งตื่น ผีผู้หญิงคนนี้จะมาบอกให้ช่วย และสุดท้ายก็บอกว่าถ้าอยากเจอเขาให้ไปดูที่ข้างบ้านสิ พี่ผู้ชายคนนี้ทนไม่ไหวแกเลยไปขุดดูที่ข้างบ้าน ก็พบเป็นศพผู้หญิงคนนั้นนอนคุดคู้อยู่จริงๆ ซึ่งเป็นหญิงสาวที่ถูกฆาตกรรมโดยชายคนรักที่พอฆ่าเธอแล้วก็ลากศพไปฝังไว้ที่ข้างบ้าน และต่อมาผีผู้หญิงคนนั้นก็มาให้โชคให้พี่เขาถูกล็อตเตอรี่รางวัลใหญ่อีกด้วย

อันดับที่ 7 ผีเข้ากลางรายการ
วันนั้นมีพี่ผู้หญิงคนหนึ่งชื่อพี่น้ำมนต์ อายุแกก็เยอะแล้วล่ะ แกโทรศัพท์มาเล่าในรายการเดอะช็อค โดยตั้งชื่อเรื่องว่า "เค้าหาว่าเราเป็นผี" คือเหมือนกับว่าตัวของเขาานั้นมีสองร่าง มีตัวเค้าเองกับมีอะไรก็ไม่รู้มาคอยสิงอยู่ พี่เค้าโทรมาเล่าโดยที่ตอนแรกแกก็เกริ่นก่อนนะว่าถ้าเกิดพี่คุยไปแล้วพี่มีอาการอะไรแปลกไปก็อย่าตกใจนะ แล้วแกก็เล่าต่อว่าแกมักจะมีอะไรไม่รู้เข้ามาสิง แล้วช่วงเวลานั้นแกจะไม่รู้ตัว หรือบางทีมีคนเห็นว่าตัวพี่น้ำมนต์นั้นมักจะคุยอยู่คนเดียว คุยกันไปคุยกันมาแต่เป็นสองเสียง เหมือนเป็นการแบ่งบุคลิกกัน จนกระทั่งที่พี่เขาเล่าไปถึงกลางเรื่อง สักพักนึง พี่เขาก็เงียบ แล้วก็กลายเป็นเสียงหัวเราะ แล้วก็พูดว่าเขาไม่ใช่คุณน้ำมนต์ เขาเป็นพญานาค ที่เข้ามาอยู่ในตัวพี่น้ำมนต์ เพราะพี่เขาเนี่ยเป็นคนที่บาปเยอะ ต้องเข้ามาสิงเพื่อพาไปบำเพ็ญเพียรทำความดีไถ่บาป จนสุดท้ายแกก็เงียบหายไปแล้วก็กลับมาเป็นพี่น้ำมนต์อีกครั้ง

อันดับที่ 6 กระจกโบราณ
เหตุการณ์นี้เกิดที่จังหวัดนนทบุรี ที่อาคารพาณิชย์สี่ชั้นของครอบครัวหนึ่ง ครอบครัวนี้เป็นครอบครัวใหญ่ คนที่โทรมาเล่านี้ชื่อคุณเปิ้ล คุณเปิ้ลโทรมาเล่าว่าที่บ้านอาคารพาณิชย์หลังนั้นมีพี่สาวกับพี่เขยอาศัยอยู่ แล้วก็หลานอีกสองคนผู้ชายกับผู้หญิง ตัวพี่เขยเนี่ยชอบไปซื้อกระจกเก่าๆ ที่เป็นกระจกโบราณเนี่ยมาเก็บไว้ พอพี่เปิ้ลมาอยู่ด้วยก็มักจะได้ยินหลานชายเค้าซึ่งเป็นโตเป็นหนุ่มวัยรุ่นแล้วคุยอยู่กับใครก็ไม่รู้ทุกคืน ซึ่งพี่เปิ้ลเขาสงสัยมาก พอถามหลานชายว่าคุยกับใคร หลานก็ไม่อยากจะบอกแล้วก็เฉไฉไปโรงเรียนเลย ด้วยความที่อยากรู้พี่เปิ้ลก็เลยเดินขึ้นชั้นสองเพื่อจะไปดูที่ห้องของหลานชาย ระหว่างที่ขึ้นบันไดพี่เปิ้ลก็เห็นผู้หญิงคนหนึ่งเดินจูงมือเด็กแล้วเดินหายเข้าไปในห้องของหลานชาย

อันดับที่ 5 เด็กพิเศษ
เรื่องนี้คนที่โทรศัพท์มาเล่าชื่อว่าคุณกร เขาเล่าว่าช่วงปิดเทอมเขาได้ไปพักที่บ้านญาติที่จังหวัดลพบุรี บังเอิญเขาไปรู้จักกับเด็กคนหนึ่ง เป็นเด็กพิเศษมีชื่อเล่นว่าอ๋อง แต่คนแถวนั้นเขาจะเรียกอ๋องกันว่า "เอ๋อ" ซึ่งบางคนในละแวกนั้นจะค่อนข้างกลัวและไม่อยากให้เข้าใกล้เด็กๆ เพราะคิดว่าอ๋องเป็นคนบ้าสติไม่ดี ครั้งแรกที่กรได้เจอและพูดคุยกับอ๋องนั้นก็เป็นบริเวณหน้าวัดที่อ๋องอาศัยอยู่ ซึ่งกรนั้นพอรู้จักชื่ออ๋องว่าบ้างก็ทักว่า อ้าว อ๋อง ไปไหนๆ คือเด็กพิเศษเวลาที่เขาพูด เข้าจะพูดสั้นๆ อ๋องชี้ไปที่จักรยานแล้วก็บอกว่า มันเสียๆ กรก็ปลอบใจอ๋องและพาอ๋องไปซ่อมรถจักรยานและเป็นจุดเริ่มต้นความเป็นเพื่อนของทั้งคู่ เมื่อกรสนิทกับอ๋อง ความพิเศษของอ๋องก็ถูกถ่ายทอดมาให้กรรับรู้มากขึ้น

มีอยู่วันหนึ่งคุณกรมีเพื่อนอยู่คนหนึ่งชื่อว่าคุณเก่ง ซึ่งอ๋องกับคุณเก่งไม่เคยเห็นหรือรู้จักกันมาก่อน พอเก่งมาเยี่ยมหากรที่บ้านและอ๋องก็อยู่ด้วย อ๋องเห็นหน้าเก่งก็ชี้ไปที่หน้าของเก่งแล้วบอกว่า "เมีย" หลังจากนั้นประมาณสองสามชั่วโมงก็มีโทรศัพท์มาถึงคุณเก่งว่าภรรยาของเก่งที่ทำงานอยู่ที่โรงงานเย็บผ้านั้นได้รับอุบัติเหตุโดยจักรเย็บเข้าไปที่มือ ทุกคนในตอนนั้นก็ไม่ได้คิดถึงเรื่องที่อ๋องพูดทักเก่งแต่อย่างใด แต่หลังจากผ่านเหตุการณ์ทั้งหมดจึงมาเรียบเรียงดูความแปลกประหลาดที่เกี่ยวกับอ๋องนี้ ส่วนเก่งนั้นมีอาชีพที่เกี่ยวกับมูลนิธิอาสาสมัคร พอเก่งไม่ว่างต้องดูแลภรรยาเลยวานให้กรนั้นไปทำหน้าที่แทนระยะหนึ่ง โดยให้ทำงานคู่กับชาติที่เป็นคู่หูอาสาสมัครของเก่ง อยู่มาวันหนึ่งก็ได้รับแจ้งว่ามีอุบัติเหตุรถชนกัน เมื่อไปถึงพบว่าเป็นเหตุการณ์รถพ่วงชนกับรถกระบะ แล้วรถกระบะก็ไถลไปชนกับมอเตอร์ไซค์อีกคันหนึ่ง จากเหตุการณ์นีเทำให้คนขับมอเตอร์ไซค์เสียชีวิตและหัวขาดหาหัวไม่เจอ กรกับชาติก็ลงไปช่วยกันหาหัวของศพตรงบริเวณที่เกิดเหตุ แต่หาเท่าไหร่ก็หาไม่เจอ สักพักอ๋องก็พูดออกมาว่าล้อๆ กรเอะใจจึงเอาไฟฉายไปส่องหาที่ล้อรถบรรทุก ก็พบว่าหัวของศพติดอยู่ที่ร่องล้อจริงๆ ก็แปลกใจกันว่าอ๋องรู้ได้ยังไง

จนกระทั่งมาถึงเหตุการณ์ที่สำคัญที่สุด วันหนึ่งกรไปเตะฟุตบอลกับเพื่อนและฝากสร้อยทองไว้กับอ๋องที่นั่งเล่นอยู่ข้างสนาม พอเตะบอลเสร็จก็เดินมาข้างสนามตรงที่อ๋องอยู่ก็พบว่าอ๋องหายไปไหนก็ไม่รู้ ซึ่งตัวคุณกรนั้นก็ไม่ได้คิดว่าอ๋องจะขโมยทองไปหรืออะไร เพียงแต่สงสัยว่าอ๋องหายไปไหนเท่านั้น จนกระทั่งกรต้องมาเข้าเวรของมูลนิธิพร้อมกับชาติ ระหว่างที่นั่งรถตรวจตรากันอยู่นั้นก็เจอเหมือนกับผู้ชายคนหนึ่งเดินอยู่ข้างถนน พอขับรถเข้าไปใกล้ก็พบว่าเป็นอ๋องที่ตัวเปียกอยู่ พอเข้าไปถามอ๋องก็บอกว่าหนาว ก็เลยพาตัวอ๋องมาเพื่อที่จะไปส่งที่บ้าน พอขับรถไปได้สักพักหนึ่ง อ๋องก็ทุบรถแล้วบอกให้หยุด พอจอดรถได้สักพักหนึ่ง ข้างหน้าก็เกิดเหตุการณ์รถสิบล้อชนประสานงากับรถบัสต่อหน้าต่อตากร ชาติ และก็อ๋อง พอช่วยเหลือเก็บกวาดอุบัติเหตุนี้แล้วก็เดินกลับกันมาที่รถ อ๋องก็ไม่อยู่ซะแล้ว ก็ไม่ได้คิดอะไรมาก คิดว่าอ๋องคงจะเดินกลับบ้านไปเอง

พอรุ่งเช้ากรก็มานั่งที่ม้าหินอ่อนหน้าบ้าน และเปิดดูช่องเก็บที่กรมักจะเอาขนมมาใส่ไว้ให้อ๋องกิน ก็พบกระดาษทิชชู่ที่ห่อสร้อยทองที่กรฝากอ๋องตอนเตะบอล สักพักหนึ่งมีคนวอแจ้งว่ามีคนจมน้ำตาย พอกรขับรถไปดูก็พบว่าศพที่จมน้ำเป็นศพของอ๋องที่คาดว่าน่าจะตายตั้งแต่ตอนที่กรเตะบอลอยู่ เพราะช่วงเวลานั้นมีกลุ่มเด็กเล่นน้ำอยู่แล้วมีเด็กคนหนึ่งจมน้ำ อ๋องก็โดดลงไปช่วยทั้งที่ตัวเองว่ายน้ำไม่เป็นและเพิ่งจะพบศพตอนเช้านี้เอง

อันดับที่ 4 แฟนเก่า
เป็นเรื่องของผู้ชายคนหนึ่งโทรมาเล่า เรื่องของเรื่องเขามีแฟนแล้วก็มีนิสัยคล้ายๆ กันคือไม่ค่อยพูด และเนื่องจากเป็นช่วงที่ย้ายที่ทำงานใหม่จึงสนใจแต่เรื่องงานเพราะอยู่ในช่วงทดลองงาน แต่ตัวผู้ชายก็พอรู้อยู่บ้างว่าแฟนสาวของเขานั้นกินยาเยอะมาก พอถามแฟนเขาก็บอกว่าไม่ได้เป็นอะไร เป็นแค่วิตามินบำรุงธรรมดา ตัวเขาก็ไม่ได้จะซักไซร้อะไรมากเพราะด้วยความที่ก็ยุ่งเรื่องงาน ก็ได้แต่บอกว่าตัวเองจะกินอะไรมากมายเนี่ย เดี๋ยวจะติดเอานะ จนมาช่วงหนึ่งตัวผู้ชายนั้นทำงานหนักมาก จนนอนที่ออฟฟิศเลย อยู่ไปเรื่อยๆ เขาเอะใจว่าพักนี้แฟนสาวของเขาไม่โทรมาหาเลย โทรไปก็ไม่รับสายจนกระทั่งปิดเครื่องไปเลย แต่ในระหว่างนี้เวลาที่เขากลับบ้านจะพบว่าเหมือนกับมีใครมาทำกับข้าวและซื้อของกินไว้ให้เขา แต่สุดท้ายเมื่อติดต่อไม่ได้จึงตัดสินใจเดินทางไปที่บ้านของแฟน พอไปถึงได้คุยกับพ่อและแม่ของแฟนก็ได้รู้ว่าแฟนเสียชีวิตไปแล้วเมื่อสามอาทิตย์ก่อนเพราะป่วยเป็นลูคีเมีย

เมื่อรู้ว่าแฟนตัวเองตายไปเมื่อสามอาทิตย์ที่แล้วโดยที่ไม่รู้อะไรเลย และด้วยความที่เสียใจที่ไม่ได้ดูแลแฟนเลย แต่ก็ฝืนกลับมาทำงานและใช้ชีวิตต่อให้ได้ เมื่อกลับมาทำงาน เขากลับมีความรู้สึกว่าเหมือนกับมีกับข้าวอยู่ในตู้เย็นยังกับตอนที่แฟนเขายังอยู่ ด้วยความสงสัยเขาเลยไปถามยามกับแม่บ้านที่ดูแลอพาร์ทเม้นต์ว่ามีใครเข้ามาที่ห้องของเขามั้ย ยามกับแม่บ้านก็บอกตรงกันว่า ก็แฟนคุณไง ซื้อกับข้าวมาทำทุกวันเลยแล้วประมาณซักเที่ยงคืนตีหนึ่งแฟนเขาก็กลับ เขาเลยไปปรึกษากับเพื่อน เพื่อนแนะนำว่าถ้าอยากพิสูจน์ว่าแฟนของเขายังไม่ไปไหนจริง ให้เอาแป้งฝุ่นโรยให้ทั่วห้อง

พอตื่นเช้ามาเขาก็ไปดูที่พื้นก่อนว่ามีรอยเท้ามั้ย ก็พบว่าไม่มีรอยอะไร แต่กลับปรากฏรอยเหมือนมีคนเอาแขนมาพาดไว้บนตัวของเขา พอเอาเรื่องนี้ไปเล่าให้เพื่อนคนอื่นฟัง ทุกอย่างมันก็เฉลยหมดเลยว่า มีอยู่วันหนึ่งที่เป็นวันเกิดเพื่อนคนหนึ่ง ทุกคนเห้นเหมือนกันหมดเลยว่าแฟนสาวของเขามาด้วยโดยนั่งอยู่ในรถ มีเหตุการณ์หลายอย่างที่ทำให้แน่ใจว่าแฟนของเขายังไม่ไปไหน สุดท้ายเขาจึงจะบวชให้แฟน จนกระทั่งตอนสึก เจ้าอาวาสก็มาบอกกับเขาว่า โยม ที่โยมมาบวชเนี่ย เขารู้นะ วันที่โยมกำลังจะเดินเข้าโบสถ์ เขามาจับชายผ้าเหลืองโยมอยู่นะ

อันดับที่ 3 กระดานอาถรรพ์
คุณเบิร์ดเป็นคนโทรมาเล่าว่า เขาได้รับโทรศัพท์จากเพื่อนว่าพ่อของเพื่อนเสียชีวิต ก็เลยรวมกลุ่มกันจะไปงานศพ บังเอิญว่ามีเพื่อนคนหนึ่งเพิ่งกลับมาจากทำงานและตรงดิ่งมาที่วัดโดยที่ไม่ได้เตรียมชุดดำมาด้วย เพื่อนคนนี้ก็เดินหายไปสักพักหนึ่งก็กลับมาพร้อมกับปลอกแขนสีดำ ซึ่งไปแกะมาจากพวงหรีด ด้วยความที่เฮฮากันตามประสาเพื่อนๆ และปากไม่ค่อยเป็นมงคล เพื่อนคนนี้ก็พูดขึ้นมาว่า งานศพทำไมต้องเป็นกระเพาะปลาวะ ถ้าเป็นงานเรานะจะจัดอาหารให้แบบดีๆ เลย เพื่อนคนอื่นก็ทักกันว่าทำไมพูดอย่างนั้น ก็คุยกันไป ระหว่างที่รอแท็กซี่กันอยู่ ก็หันไปเห็นกระดานงานศพ ด้วยความคะนองก็เลยเขียนชื่อจริง นามสกุลจริงของตัวเองลงไปในกระดานพร้อมวันเผาเสร็จสรรพ ด้วยความที่เขาเป็นคนห้าวๆ กับเพื่อนก็เลยหยิบโทรศัพท์มือถือของตัวเองมาเปิดว่าให้ตรงกับวันอาทิตย์ที่เป็นวันหยุดเพื่อที่เพื่อนๆ จะได้มางานได้

เวลาผ่านไปสักพักจนวันหนึ่งเพื่อนคนนี้โทรมาคุยกับคุณเบิร์ดว่าพักนี้เขานอนไม่ค่อยหลับและมักจะฝันว่ามีใครก็ไม่รู้พาเขาไปยังสถานที่หนึ่ง เหมือนเป็นศาลาๆ หนึ่ง แล้วที่หน้าศาลาจะมีผู้ชายผมขาวๆ ซึ่งในฝัน เพื่อนได้เข้าไปคุยกับชายคนนี้ แต่ชายคนนี้ก็นั่งเฉยๆ ไม่ยอมพูดจากับเขาเลย คุณเบิร์ดเห็นเพื่อนไม่สบายใจก็เลยชวนให้เพื่อนไปนอนที่บ้านจะได้คุยปลอบเพื่อนไม่ให้คิดมาก จนเวลาผ่านไป มีอยู่วันหนึ่งคุณเบิร์ดได้รับโทรศัพท์จากญาติของเพื่อนคนนี้ว่าเพื่อนล้มหน้าห้องน้ำและอาการหนัก พอไปเยี่ยมก็พบว่าเพื่อนปอดแฟบและสุดท้ายก็เสียชีวิต พอจะจัดงานศพก็หาวัดไม่ได้จนสุดท้ายกลับไปได้วัดเดียวกับที่พ่อของเพื่อนที่ตายก่อนหน้านี้

อันดับที่ 2 สาวชุดดำ
เรื่องสาวชุดดำเนี่ยเป็นเหมือนกับตำนานของเดอะช็อคก็ว่าได้ เพราะมีคนเจอและมาเล่าในรายการค่อนข้างบ่อย ส่วนมากที่จะไปเจอก็จะเป็นถนนเส้นประชาอุทิศ รัชดา ลักษณะที่เจอก็คล้ายๆ กันว่าเป็นผู้หญิงสองคนมายืนรอ เหมือนรอรถ และใส่ชุดสีดำที่เหมือนเพิ่งกลับจากไปเที่ยวย่านนั้น คนที่เจอและโทรมาเล่าก็จะเป็นแท็กซี่เป็นส่วนใหญ่ ส่วนเรื่องที่พีคที่สุดนั้นมีนักเที่ยวคนหนึ่งโทรมาเล่าให้ฟังในรายการ เขาไม่เคยฟังเดอะช็อคมาก่อน เขาเล่าว่าคืนวันที่เจอนั้นเขาไปเที่ยวกลางคืนเสร็จ ขากลับขับรถกลับมาคนเดียว มีผู้หญิงสองคนใส่ชุดสีดำ เหมือนสองคนนี้จะเป็นพี่น้องกันด้วยนั้นโบกรถเขาอยู่ ตามประสาหนุ่มนักเที่ยวเห็นสาวโบกรถก็เลยจอดรับ คนนึงนั่งหน้า อีกคนนั่งหลัง

ระหว่างนั้นเขาก็คุย เท่าที่จำได้คือคนข้างหน้าที่นั่งคู่เขาคุยกันแบบถามคำตอบคำ ส่วนคนข้างหลังนั้นเงียบไม่ปริปากพูดอะไรออกมาเลย จนกระทั่งขับรถมาเกือบจะถึงวัดเสมียนนารีนั้นก็จอดติดไฟแดงและมีรถไฟผ่านมาพอดี เวลาตอนนั้นประมาณตีสามถึงตีสี่ ถนนตอนนั้นเงียบมาก มีรถของเขาจอดติดรถไฟอยู่คันเดียว ระหว่างที่ที่กั้นรถไฟกำลังจะยกขึ้น เขาหันไปดูที่เบาะข้างคนขับก็พบว่าไม่มีใคร หันไปดูที่เบาะหลังก็ไม่มีใครอีกเหมือนกัน มองไปมองมามองเท่าไหร่ก็หาไม่เจอ จนกระทั่งมองผ่านกระจกไปด้านหน้าก็เจอผู้หญิงทั้งสองคนที่เมื่อกี้นั่งรถของเขาอยู่ ไปนอนคลานอยู่ที่รางรถไฟ โดยที่ผู้หญิงคนหนึ่งตัวขาดครึ่งท่อน และอีกคนพยายามตะเกียกตะกายมาหา เขาตกใจมากสลบคารถไปเลย พอตื่นขึ้นมาก็พบว่าตัวเองอยู่ในโรงพยาบาลโดยสอบถามเจ้าหน้าที่ได้ความว่ามีตำรวจมาส่ง และทุกวันนี้เขาเป็นโรคหัวใจ ผีสาวชุดดำที่กลายเป็นตำนานนั้นเพราะไม่ได้มีคนเห็นเพียงแค่คนเดียว มีแท็กซี่เจอผู้หญิงสองคนนี้บ่อยมาก มีการให้เงินโดยสารกันจริงๆ พอมาเปิดดูเงินก็กลับกลายเป็นเศษใบไม้ ดอกไม้จันทร์

อันดับที่ 1 ผีช่องแอร์
เป็นเรื่องจากแฟนรายการคนหนึ่งชื่อว่าคุณบิว เป็นนักดนตรี วันหนึ่งเขาไปเล่นดนตรีที่หาดใหญ่ พอเล่นเสร็จก็กลับมาที่ห้องพักของโรงแรม ก็นั่งสังสรรค์ดื่มกินกันเหมือนทุกครั้งที่ไปเล่นดนตรีด้วยกัน มีเพื่อนคนหนึ่งเดินมาแถวๆ หน้าประตู ที่ข้างบนเป็นช่องแอร์ที่ไม่มีฝาปิด เพื่อนคนนี้ก็ยืนมอง คนอื่นก็ถามว่ามองอะไรวะ เพื่อนคนนั้นกลับไม่พูดไม่จาอะไร เดินออกจากห้องไปเลย เพื่อนอีกคนสงสัยว่าเพื่อนคนนั้นเป็นอะไร เมาหรือเปล่า ก็เลยเดินออกไปตามดู ก่อนออกจากห้องก็แหงนมองดูที่ช่องแอร์นี้เพราะเห็นเพื่อนมองก็เลยมองบ้าง พอแต่ละคนมองก็มีอาการเหมือนกันหมดคือพอแหงนมองช่องแอร์นี้ปุ๊บก็เดินออกจากห้องไปทันที จนสุดท้ายเหลือแต่คุณบิวคนที่โทรมาเล่า แกสงสัยว่าเป็นอะไรกันไปหมด แกก็เลยเดินออกมาดูบ้าง

พอเดินมามองเขาก็เห็นเป็นผู้หญิงคนหนึ่งกำลังเบียดตัวเองอยู่ในช่องแอร์นี้แล้วห้อยหัวลงมา เขาก็รีบเดินออกมาที่ล็อบบี้ของโรงแรมก็พบว่าเพื่อนๆ นั้นนั่งรอกันอยู่แล้ว แต่ความน่ากลัวของเรื่องเล่านี้อยู่ตรงที่ กลุ่มเพื่อนๆ ที่เจอผีช่องแอร์ในวันนั้นได้ทยอยกันตายเรียงลำดับตามคนที่เจอก่อนจนกระทั่งเหลือคุณบิวกับเพื่อนอีกคนหนึ่งที่ไปอยู่เมืองนอกแล้ว ส่วนตัวเขานั้นตอนที่เล่าก็บอกว่าก็ไม่รู้เหมือนกันว่าตัวเขานั้นจะตายตามเพื่อนไปวันไหน ซึ่งเมื่อตามไปดูประวัติก็พบว่ามหญิงสาวคนหนึ่งเหมือนกับจะทำงานขายบริการถูกฆ่าตายที่ห้องนี้ โดยถูกฆ่าตัดหัวแล้วเอาหัวไปซ่อนไว้ในช่องแอร์นี้เพื่ออำพรางศพ

สยองขวัญ
จัดอันดับ
20-10-2017 , 02:38:59
ตอบกลับ #1
  • Full Member
  • ***
  • กระทู้: 105
    • ดูรายละเอียด

กระบวนการผลิตชีส ลักษณะของชีสชนิดต่างๆ

เอานมมา ใส่แบคทีเรียลงไปอีกนิด เชื้อราอีกหน่อย ตัวร้ายอีกเล็กน้อย ชีสคือวิธีอย่างหนึ่งในการถนอมอาหารไม่ให้เน่าเสีย แล้วเราก็จะได้ความอร่อยที่คนกินเท่าไหร่ก็ไม่พอ จากทุ่งเลี้ยงวัวไปสู่พิซซ่า จากโรคฟอร์ท (Roquefort) ไปถึงเวลวีต้า (Velveeta) ไม่ว่าคุณจะหั่นหรือว่าราดมันคือหนึ่งในการถนอมอาหารที่ซับซ้อนที่สุดของมนุษย์อย่างหนึ่ง

รถบรรทุกมาถึงก่อนรุ่งสาง ถังเหล็กส่องประกายแวววับ แต่ละถังมีปริมาตร 600 แกลลอน เลื่อนเข้าสู่สายพานผลิต มันคือโรงกลั่นอย่างหนึ่งแต่ของที่ทำไม่ใช่น้ำมันหรือว่าก๊าซแต่เป็นนม ที่โรงงานอัลโต้แดรี่ วิสคอนซิน วันปกติจะมีนมประมาณ 3,500,000 ปอนด์มาส่งที่โรงงานหรือประมาณ 70 รถบรรทุก อัลโต้แดรี่จะทำนม 3,500,000 ปอนด์นี้เปลี่ยนให้เป็นชีส 400,000 ปอนด์ทุกวัน นมร้อยละ 90 ที่ผลิตได้ในวิสคอนซินจะกลายเป็นชีส และชีสของวิสคอนซินร้อยละ 10 ถูกผลิตจากโรงงานแห่งนี้ อัลโต้แดรี่โรงงานทำชีสที่ใหญ่ที่สุดทางตะวันออกของมิสซิสซิปปี้ ตั้งแต่โรงงานใหญ่โตไปจนถึงฟาร์มเล็กๆ การทำชีสคือศาสตร์และศิลป์และงานฝีมือ ทั้งยังเป็นความสัมพันธ์ระหว่างที่ดิน สัตว์ และเทคนิค

อัลโต้แดรี่ก็เช่นเดียวกับโรงงานทำชีสอื่นๆ ชีสดีๆ เริ่มต้นจากนมบริสุทธิ์เข้มข้น สิ่งแรกที่ทำเวลารถบรรทุกนมเข้ามาคือ เจ้าหน้าที่จะเปิดฝาเพื่อนำตัวอย่างนมมาตรวจหาสารปฏิชีวนะ เมื่อห้องแล็บตรวจแล้วพวกเขาก็จะติดท่อเข้าไปเพื่อสูบนมออกมาจากถังไปเก็บไว้ในแท้งค์นมขนาดยักษ์ของโรงงาน เมื่อการผลิตชีสเริ่มขึ้นนมจะถูกส่งไปฆ่าเชื้ออย่างรวดเร็วที่อุณหภูมิประมาณ 162 องศาฟาเรนไฮต์เพื่อฆ่าเชื้อแบคทีเรียทั้งหมด จากนั้นมันจะถูกส่งไปหม้อทำชีส ที่แปลกก็คือขั้นตอนต่อไปที่สำคัญที่สุดในการทำชีสทุกชนิด ตั้งแต่ชีสสดชนิดเหลวไปจนถึงพาร์มิซานที่ต้องบ่ม นั่นก็คือการใส่เชื้อแบคทีเรีย เป็นที่ทราบกันว่าแบคทีเรียชนิดดีจะเป็นตัวบ่มชีส



เราต้องใส่แบคทีเรียชนิดดีลงไป และมันจะเป็นการเริ่มกระบวนการบ่ม สิ่งที่มันทำคือแบคทีเรียมันจะเริ่มกินแลคโตสหรือน้ำตาลนม ขณะที่แบคทีเรียที่ได้รับความช่วยเหลือจากความร้อนและการกวนที่พอเหมาะ กินน้ำตาลและหมักพวกมันเป็นกรดแลคติก พวกมันลดค่า pH ของนม นี่จะทำให้ชีสมีกลิ่นและรสฉุนเปรี้ยวในที่สุด ค่า pH ที่ลดลงจะทำให้โปรตีนนมแข็งเป็นก้อน ที่โรงงานอัลโต้นมพวกนี้จะถูกทำให้กลายเป็นเชดดาห์ชีส ดังนั้นก่อนที่นมจะแข็งเป็นก้อน คนทำชีสจะใส่สีย้อมที่ทำจากพืชที่เรียกว่าชาดลงไปเพื่อให้เชดดาห์ชีสมีสีส้มอันเป็นเอกลักษณ์

การแข็งเป็นก้อนที่แท้จริงเกิดขึ้นเพราะเอนไซม์มหัศจรรย์ชนิดหนึ่งที่ชื่อว่าเรนเน็ต (Rennet) แม้คนทำชีสปัจจุบันมักใช้เรนเน็ตที่สังเคราะห์จากพืช แต่ในอดีตมันถูกนำมาจากในกระเพาะของสัตว์เคี้ยวเอื้อง เช่นวัวหรือแกะ ภายในเวลาแค่สามสิบนาที เรนเน็ตเพียงเล็กน้อยก็เปลี่ยนนมหม้อใหญ่นี้ให้กลายเป็นก้อนเหนียวเหมือนโยเกิร์ต นมประมาณ 55,000 ปอนด์จะใช้เรนเน็ตแค่ประมาณ 70 ออนซ์เท่านั้น จากนั้นมีดอัตโนมัติจะหั่นพวกมันเป็นชิ้นแข็งๆ ที่เรียกว่า เคิร์ด (Curd)  ส่วนของเหลวที่คัดออกมาเรียกว่า หางนม (Whey หรือ Milk Serum) นี่คือลักษณะสากลอย่างหนึ่งของการทำชีส ที่โรงนมไม่ว่าทั้งใหญ่และเล็ก ขนาดของเคิร์ดจะเป็นตัวกำหนดเนื้อและปริมาณความชื้นของชีส ยิ่งเคิร์ดมีขนาดบางเท่าไหร่ หางนมที่คั้นออกมาได้ก็ยิ่งมาก เชดดาห์ชีสจะถูกตัดจนบางเฉียบ มันจะได้เป็นชีสเนื้อแน่นที่แห้งสนิท

ต่อมาเราจะล้างเคิร์ด ซึ่งต้องลดอุณหภูมิลงเพื่อชะลอปฏิกิริยาของแบคทีเรียและขจัดแหล่งอาหารของพวกมันด้วยการล้างแลคโตสออกไปบ้าง จากนั้นเราจะทำให้เค็มด้วยการใส่เกลือซึ่งไม่เพียงเพื่อเพิ่มรสชาติให้ชีสแต่ยังเป็นการควบคุมแบคทีเรียอีกทางหนึ่งด้วย จากนั้นเคิร์ดจะถูกส่งไปยังจุดอัดชีส ซึ่งมันจะถูกส่งลงไปในแม่พิมพ์ที่รู้จักกันในวงการว่า "640" ซึ่งก็คือแม่พิมพ์ชีสขนาด 640 ปอนด์นั่นเอง แม่พิมพ์จะถูกส่งลงไปในเครื่องอัดไล่น้ำและปล่อยทิ้งไว้ประมาณ 5 นาที หลังจากทิ้งไว้ 5 นาทีแล้วตัวอัดไล่น้ำจะกดลงมา แรงอัดทั้งหมดจะรีดเอาหางนมออกไปอีก แม่พิมพ์แต่ละชิ้นจะกดอัดประมาณ 8 นาที ด้วยแรงอัด 5 ปอนด์ต่อตารางนิ้ว (PSI = Pounds per Square Inch)

เครื่องพลังไฮดรอลิคนี้ใช้สำหรับอัดชีสในระดับอุตสาหกรรม ส่วนคนทำชีสทั่วไปใช้วิธีง่ายๆ มานับพันปี คือใช้แรงคนรีดเอาหางนมออกไป แม่พิมพ์ถูกส่งไปอัดต่อในห้องสูญญากาศ พอเวลาผ่านไปชิ้นเคิร์ดจะหลอมรวมกันเป็นสิ่งที่เราเรียกว่า เชดดาห์ชีส ขณะเดียวกันลึกลงไปในชีส แบคทีเรียที่เป็นตัวบ่มจะทำให้น้ำตาลนมแตกตัวเป็นกรดแลคติกที่มีกลิ่นฉุน ส่วนโปรตีนจะกลายเป็นสารประกอบที่มีรสฉุนจัดค่อยๆ เพิ่มรสชาติให้กับชีส และทั้งหมดนั้นคือขั้นตอนการทำชีสเพื่อถนอมนมไว้ไม่ให้เน่าเสีย เราทำให้โมเลกุลนมแตกตัวเป็นโมเลกุลที่แยกย่อยลงไปอีก การบ่มชีสส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นห่างจากโรงงานอัลโต้แดรี่ ซึ่งจะบ่มชีสในห้องเย็นประมาณ 10 วัน ก่อนที่จะเอาออกจากแม่พิมพ์ไปสู่พ่อค้าคนกลาง เป็นที่มาของ อิงลิชฟาร์มเฮ้าส์เชดดาห์แบบดั้งเดิมที่มากด้วยปริมาณและเทคโนโลยี

คนทำชีสในโลกนี้ผลิตชีสได้ปีละ 20 ล้านตัน มากกว่ายาสูบ เมล็ดกาแฟ ใบชาและเมล็ดโกโก้รวมกันทั้งโลก เพราะชีสไม่สามารถชั่งตวงวัดเป็นปริมาณเพียงอย่างเดียว มันเป็นเรื่องของความชื่นชอบ ความหลงใหลไม่มีวันจบสิ้น ไม่ว่าจะเป็นชีสกลิ่นฉุนอย่าง บรีเดอมัวร์ (Brie de Meaux) หรือชีสในชีสเบอร์เกอร์ ในฐานะอาหารพกพาที่เต็มไปด้วยโปรตีน มันยังเป็นส่วนสำคัญในการอยู่รอดของมนุษย์อีกด้วย

เรารับรองได้เลยว่ามีการทำชีสในนครบาธมากว่า 3,000 ปีก่อนคริสตกาลแล้ว โดยเฉพาะในแถบที่เรารู้จักในปัจจุบันว่าเป็นประเทศตุรกี อิหร่าน ซีเรีย อาจจะหลายพันปีก่อนมีนครบาธด้วยซ้ำ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดที่สุดคือกากแห้งๆ ที่นักโบราณคดีขุดพบในหม้อดินเผาในบริเวณที่ปัจจบันคืออียิปต์ ซึ่งมีอายุประมาณ 2-3 พันปีก่อนคริสตกาลตามการตรวจอายุด้วยเครื่องตรวจคาร์บอน

ระหว่างการคาดเดาประวัติศาสตร์ของผู้รู้กับตำนานคือทฤษฎีที่ว่ามันเกิดขึ้นโดยบังเอิญ ต้องขอบคุณคนเลี้ยงแกะเร่ร่อนที่บังเอิญเอานมแกะใส่ถุงที่ทำจากกระเพาะแพะหรือแกะ ขณะที่พวกเขาพกถุงนม นมเกิดปฏิกิริยากับเยื่อบุกระเพาะซึ่งมีเชื้อเรนเน็ตอยู่ด้วย และทำให้มันกลายเป็นเคิร์ดแยกตัวกับหางนม ถ้าเราอัดเคิร์ดพวกนี้เข้าด้วยกัน มันก็คือชีส มีการคิดค้นการเปลี่ยนแปลงวิธีการทำมาตลอด 5-8 พันปี จนกลายมาเป็นชีสในปัจจุบันที่นิยมกันอย่างแพร่หลายเพราะมันเป็นการถนอมอาหารอย่างหนึ่งและมันเก็บได้นาน

ชีส 1 ออนซ์ มีโปรตีนเป็น 7 เท่าของนม 1 ออนซ์ และมีแคลเซียมมากกว่า 5 เท่า ชีสยังให้พลังงานจากไขมันที่เข้มข้นด้วย ซึ่งร้อยละ 40-50 ของน้ำหนักที่ปราศจากน้ำคือไขมัน แต่เดิมชีสโบราณทำจากนมของผู้ร่วมทางอย่างแพะ มีการเลี้ยงแพะมากว่า 7,000 ปีแล้ว พวกมันก็คือสัตว์ชนิดแรกๆ ที่มนุษย์เลี้ยง จึงมีความเป็นไปได้ว่าชีสนมแพะอาจจะเป็นชีสชนิดแรกที่ถูกทำขึ้นบนโลก ในมหากาพย์โอดิสซี่ย์ของโฮเมอร์ เป็นมหากาพย์แห่งอารยธรรมตะวันตก ซึ่งคาดว่าโฮเมอร์แต่งเรื่องนี้เมื่อ 800 ปีก่อนคริสตกาล บางส่วนในเรื่องได้พูดถึงไซคลอปส์ยักษ์ตาเดียวที่เลี้ยงแกะเอาไว้ เขากวนนมแพะและนมแกะเพื่อทำเป็นเคิร์ด รีดน้ำจากชีสในตะกร้าที่สานแน่นแล้วบ่มพวกมันในถ้ำ

วิธีทำชีสนมแพะพัฒนาต่อไป ไม่เพียงในกรีซแต่ยังเผยแพร่ไปทั่วเมดิเตอร์เรเนียน รวมทั้งที่เรดวู้ดฮิลฟาร์ม ทางเหนือของแคลิฟอร์เนีย ในการทำเฟต้าชีสของที่นี่ มีนมหนึ่งพันแกลลอนในเครื่องบ่ม ใส่เรนเน็ต แล้วสักพักมันก็จะเซ็ตตัวเป็นลิ่มก้อนเหมือนเต้าหู้หรือเจลลี่ คนทำชีสหั่นเคิร์ดเป็นก้อนสี่เหลี่ยมค่อนข้างใหญ่และแยกมันจากหางนม จากนั้นก็ใส่เคิร์ดลงในแม่พิมพ์ มันอัดแน่นเข้าด้วยกันปละกลายเป็นชีสชิ้นหนึ่ง ที่นี่จะไม่กดอัดด้วยเครื่องจักร พอทิ้งไว้หนึ่งคืนพวกมันจะได้ที่ พอพรุ่งนี้เช้าก็จะใส่ก้อนเคิร์ดนี้ลงในน้ำเกลือสมุทร

คุณค่าของชีสในฐานะที่น้ำหนักเบาเป็นอาหารที่เก็บได้นาน เพิ่มขึ้นเมื่อวัฒนธรรมเมดิเตอร์เรเนียน โดยเฉพาะโรมันทำให้ศิลปะการทำชีส เค็ม แข็ง มีขนาดใหญ่ขึ้น เก็บได้นานและพกพาได้ง่าย มีทหารโรมันมากมายที่ต้องกินอาหาร และชีสก็เป็นอาหารอย่างหนึ่งของพวกเขา ดังนั้นพวกทหารโรมันไม่ว่าจะไปที่ไหนจะไปหาฝูงวัว ฝูงแพะหรือแกะ อะไรก็ได้ที่มี จากนั้นก็รีดนมมาทำชีส ชีสโรมันที่โดดเด่นที่สุดตั้งแต่อดีตจนปัจจุบันก็คือชีสนมแกะแห้งๆ มันๆ ที่แข็งมาก ซึ่งเราเรียกว่าโรมาโน่เปโคริโน (Romano Pecorino) แปลว่าชีสที่ทำจากนมแกะจากแถบโรม

ชีสแข็งอิตาลีที่ยอดเยี่ยมอย่าง กราน่า ปาดาโน่ (Grana Padano) กับ พาร์มิจิอาโน่ เร็จจิอาโน่ (Parmigiano Reggiano) ถูกทำต่อเนื่องมาราวๆ พันปี หรืออาจนานกว่านั้น ชาวโรมันไม่ใช่พวกเดียวที่ทำแผ่นชีสบ่มใหญ่ๆ แข็งๆ ต้นศตวรรษที่ 11 สูงขึ้นไปบนแอลป์ของสวิส คนเลี้ยงสัตว์ต้อนสัตว์ในฤดูร้อนตามลำพังให้พวกมันหากินหญ้าสมุนไพรหวานๆ บนภูเขาแล้วผลิตชีสแข็งก้อนใหญ่อย่าง กรูแยร์ (Gruy?re cheese) อาหารสำคัญที่ช่วยให้อยู่รอดผ่านฤดูหนาวอันโหดร้าย สวิสผลิตกรูแยร์อย่างต่อเนื่องมาอย่างน้อยหนึ่งพันปีแล้ว การคิดค้นที่ยิ่งใหญ่ที่สุดนี้เต็มไปด้วยรู ทำไมจึงมีรูในชีสสวิส และนักบวชในยุคกลางที่ดื่มเหล้าจัด สร้างสรรค์ชีสที่ดีที่สุดและกลิ่นฉุนที่สุดในโลกได้อย่างไร

เมื่อก้าวเข้าไปในร้านชีสระดับโลก ก็เหมือนก้าวเข้าไปในยันทึกทางประวัติศาสตร์ที่ยังมีลมหายใจ ที่ๆ รวมชีสกลิ่นฉุนๆ ที่ดีที่สุดในโลกไว้อย่างแปลกประหลาด ไม่ว่าจะเป็นร้านชีสที่เป็นมิตรและมีชื่อเสียงในแคลิฟอร์เนียหรือเบเวอร์ลี่ฮิลล์ หรือตลาดแฟร์เวย์ที่คราคร่ำ ห่างออกไปสามพันไมล์ที่นครนิวยอร์ค เราเกือบจะจัดอันดับร้านชีสดีๆ ได้จากกลิ่นที่เวลาเดินเข้าไปในร้าน ถ้าไม่มีกลิ่นเหม็นฉุน คุณก็เข้าร้านผิดแล้ว

ชีสมีกลิ่นเหม็นฉุนเพราะการทำงานของแบคทีเรียและเชื้อรา ซึ่งทำให้ไขมันและโปรตีนแตกตัวเป็นองค์ประกอบที่ระเหยง่าย อย่างแอมโมเนียและไฮโดรเจนซัลไฟด์ อันเป็นที่มาของกลิ่นแรงๆ ชีสที่เหม็นฉุนที่สุดถูกทำขึ้นโดยนักบวชแบ๊บติสต์และเบเนดิกทีน (Baptist and Benedictine) ในยุคกลางซึ่งนำความคิดสร้างสรรค์อันยอดเยี่ยมที่นำไปสู่ขั้นตอนสุดท้ายของการทำชีสนั่นก็คือการบ่ม

ชีสที่เหม็นฉุนนั้นเพราะพวกมันถูกล้างน้ำมาอีกที พวกนักบวชเรียนรู้ว่าถ้าถูผิวหน้าของชีส ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชีสนมวัว การล้างด้วยน้ำเปล่า น้ำเกลือ ไวน์ เบียร์ บรั่นดี หรืออาจจะเป็นน้ำองุ่นจะเป็นการให้อาหารแก่แบคทีเรียธรรมชาติที่อยู่นอกชีส ในอากาศ รวมทั้งในเนื้อชีสได้ทำงานเพื่อบ่มชีส นักบวชเปรียบเสมือนสะพานเชื่อมโลกโบราณหรือยุคกลาง พวกเขาทำให้การทำชีสนี้ยังคงอยู่ มันคือศิลปะ

ชีสมองต์เดอแคทส์ (Mont des Cats) เป็นชีสดั้งเดิมที่นักบวชยุคนั้นทำขึ้น มันกินแกล้มเนื้อแห้ง เบียร์และบทสวดสักสองบท ชีสนี้เหมาะมากๆ เอามากินแกล้มเบียร์อร่อยกว่าชีสที่มีเนื้อแข็งๆ พวกนักบวชก็เลยคิดสูตรชีสที่เหนียว เนื้อละเอียดและอร่อยมากๆ กินกับขนมปังดำและเบียร์ที่แรงๆ อาหารที่กินในสมัยนั้นทำให้พวกเขาแข็งแรงมากๆ

อีกหนึ่งตำนานของชีสสูตรแบ๊บติสต์คือชีสลิมเบอร์เกอร์กลิ่นฉุนที่โด่งดัง ที่สหกรณ์ชาเลตชีส มอนโร วิสคอนซิน นักทำชีส มารอน โอลสัน ทำชีสวิธีเดียวกับที่นักบวชทำมากว่า 1 ศตวรรษ เมื่อเคิร์ดแข็งตัวแล้วก็คลุกด้วยเกลือ จากนั้นก็ส่งไปยังห้องบ่มเพื่อให้ได้แบคทีเรียอันเป็นเอกลักษณ์ พรมน้ำไปบนผิวชีส มันคือน้ำผสมเกลือที่มีแบคทีเรียชนิดพิเศษ จากนั้นก็จะลวกมันและทำแต่ละด้านให้เป็นสี่เหลี่ยมสุดปลายก้อนชีส แบคทีเรียจะเริ่มเติบโต ทำให้โปรตีนในชีสแตกตัว เปลี่ยนมันจากชีสร่วนๆ ที่เป็นกรดมากให้กลายเป็นชีสนุ่มๆ มันทำให้ด้านนอกของชีสนิ่มเข้าไปถึงด้านใน ลิมเบอร์เกอร์อาจไม่ใช่ชีสพรมน้ำที่กลิ่นแรงที่สุด แต่มันอาจเป็นกลิ่นประเภทที่คนจำได้ เพราะบรีวีแบคทีเรียม (Brevibacterium) ในชีสลิมเบอร์เกอร์เป็นแบคทีเรียชนิดเดียวที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับกลิ่นตัวของคนเรา ที่โรงงานของสหกรณ์ชาเลตชีสใช้แบคทีเรียชนิดเดียวกันนี้จากแผ่นไม้สนในห้องบ่มตั้งแต่ต้นปี 1900 ปัจจุบันชาเลตชีตคือบริษัทเดียวที่ผลิตลิมเบอร์เกอร์ในสหรัฐ แต่ต้นศตวรรษที่ 20 ลิมเบอร์เกอร์ได้รับความนิยมอย่างมาก

ถ้าคุณคิดว่าการทาแบคทีเรียเป็นวิธีที่น่ารังเกียจในการบ่มชีส คุณอาจอยู่ให้ห่างจากมิโมเล็ตต์ (Mimolette Cheese) เนยแข็งที่ถูกบ่มด้วยมูลชองไรในโพรงไม้ มันเป็นชีสโปรดของชาร์ล เดอ กูล (Charles de Gaulle) อดีตประธานาธิบดีของฝรั่งเศส ถ้าเราดูที่ผิวจะเห็นตัวไรที่กินเข้าไปในผิวเหมือนตามด มันมีผลทำให้รสชาติแปลกออกไป เนื้อชีสจะค่อนข้างอ่อนอยู่กึ่งกลางระหว่างเชดดาห์กับอีดาม (Edam Cheese) สิ่งมีชีวิตที่นิยมใช้ในการบ่มชีสมากกว่าก็คือรา ราบนชีสถูกเพาะมาอย่างดี ไม่เหมือนที่ขึ้นตามห้องใต้ดินอับๆ

ในตระกูลเดียวกับบรี ชีสนมแพะที่เต็มไปด้วยรานี้เรียกว่า โครติน (crottin cheese) กับ คามิลเลีย (camilia) ถูกบ่มอยู่ที่เร้ดวู้ดฮิลล์ฟาร์ม ช่วงแรกของการผลิต คนทำชีสใส่การผลิตชีส ลงในนม ระหว่างขั้นตอนการบ่ม ราจะขึ้นอยู่บนผิวหน้าชีส เพราะมันต้องการอากาศ ชีสจะถูกเปลี่ยนองค์ประกอบ ราจะทำให้ไขมันเนยแตกตัวไปด้วย มันจะหมักชีสจากด้านนอกเข้าไปด้านใน คาเมมเบิร์ต (Camembert Cheese) กับ บรี (Brie Cheese) ถึงได้มีขอบหนืดๆ มันจะถูกหมักไปเรื่อยๆ จนกว่าชั้นในสุดจะเหลวเหมือนกัน

ชีสหนืดที่มีชื่อเสียงที่สุดคือชีสสีฟ้าอย่างสติลตัน (Stilton) ของอังกฤษ กอกอนโซล่า (Gogonzola) ของอิตาลี และโดยเฉพาะ โรคฟอร์ท (Roquefort) ของฝรั่งเศส ตามที่เล่ากันมานมแกะสีฟ้าถูกบ่มในถ้ำที่ชื่อว่าโรคฟอร์ทและมีราขึ้นตามเนื้อชีส โรคฟอร์ทคือชีสนมแกะสีฟ้าที่ทำกันในแคว้นโอแวร์ญ (Auvergne) ของฝรั่งเศส มันคือนมแกะแท้ๆ และถูกบ่มอยู่ในถ้ำ พอถึงจุดนึงชีสจะขึ้นรา พอปาดออกอากาศจะเข้าไปและทำให้ราสีฟ้าเจริญเติบโต มันคือราสีฟ้าที่เรียกว่า เพนิซิเลียมโรคฟอร์ท ชีสโรคฟอร์ทไม่เหมือนใครเลย มันไม่เหมือนชีสสีฟ้าอื่นๆ

ชีสที่มีเอกลักษณ์อีกชนิดหนึ่งคือชีสเอ็มเมนทอลที่ทำในสวิสเซอร์แลนด์ แล้วรูพวกนี้ในชีสสวิสนี้มาจากไหนล่ะ ในการทำชีสสวิสในขั้นตอนแรกๆ จะใส่แบคทีเรียชนิดพิเศษลงไป มันชื่อว่าแบคทีเรียโพรพิโอนิก ซึ่งเกิดขึ้นตามธรรมชาติในนมจะเติบโตในห้องบ่มที่อุ่นกว่าปกติ พอมันทำให้ชีสอุ่น แบคทีเรียโพรพิโอนิกก็จะเริ่มเติบโต พวกมันจะก่อตัวเป็นหย่อมเล็กๆ หย่อมพวกนี้จะเริ่มสร้างคาร์บอนไดออกไซด์ และคาร์บอนไดออกไซด์นี้จะดันให้ชีสโป่งเกิดเป็นรูด้านในชีส เจ้าแบคทีเรียชนิดนี้ยังทำให้เกิดรสชาติที่เราเรียกกันว่าเป็นรสชาติแบบสวิส

รสชาติคือสิ่งสำคัญเหนืออื่นใดของชีส ขอต้อนรับเข้าสู่โลกของชีสแปรรูป ชีสที่ผ่านกระบวนการแล้วอาจแปรรูปได้หลายอย่าง อาจจะเป็นชีสแผ่นแบนๆ ไปจนถึงชีสที่เป็นครีมซอส มันถูกปรุงแต่งด้วยสารต่างๆ แล้วนำมาคืนรูปใหม่ ชีสที่ได้มีอายุที่นานกว่าตามธรรมชาติ ละลายได้สม่ำเสมอกว่าและผลิตได้ประหยัดกว่า เราพบกระบวนการนี้ได้ที่วิโนน่าฟู้ดส์ กรีนเบย์ วิสคอนซิน ที่โรงงานแห่งนี้ผลิตชีสแปรรูปหลายชนิด รวมทั้งชีสซอสแบบเป็นขวด มันมีตราสินค้าเป็นรูปวัวบนกระป๋อง ชีสแปรรูปจะเริ่มจากชีสธรรมชาติอย่างเชดดาห์หรือโคลบี้ ที่โรงงานวิโนน่าแห่งนี้ เชดดาห์ชีสสีขาวก้อนละ 40 ปอนด์ถูกบด เป้าหมายคือเพื่อเพิ่มพื้นผิวให้สารเคมีแปรรูปแทรกซึมเข้าเนื้อชีสให้ได้มากที่สุดในหม้อผสม ที่จะใส่สารอิมัลซิไฟเออร์ ผงหางนม ไขมัน และน้ำ ผสมจนชีสมีเนื้อเหนียวข้น

ส่วนประกอบสำคัญในชีสแปรรูปทุกชนิดก็คือสารอิมัลซิไฟเออร์ที่จะทำให้มันรวมเข้ากับสารอื่นเป็นเนื้อเดียวกันทำให้ไขมันกระจายตัวและไม่แยกชั้นกันกับผงหางนมโปรตีนที่ใส่เข้ามาแม้เวลาจะผ่านไปและทำให้มันมีเนื้อนุ่มเนียน ส่วนผสมถูกหลอมและคนอยู่ตลอดเวลา มันคือขั้นตอนสำคัญอย่างหนึ่งในการขึ้นรูปให้เนื้อชีส เนื้อของมันเกือบจะเหมือนพลาสติกภายในหม้อผสมที่มีอุณหภูมิร้อนมากๆ

ชีสแปรรูปชนิดแรกถูกวางจำหน่ายในปี 1915 โดยชายผู้ที่ประทับใจประวัติของชีสมากกว่าใครๆ เขาคือ เจมส์ แอล คราฟท์ อาชีพทำชีสของคราฟท์เริ่มต้นในชิคาโกในปี 1903 ในตอนแรกเขาลงทุน 65 เหรียญสหรัฐกับม้าและรถเทียมม้า จากนั้นก็เริ่มส่งชีสไปยังร้านของชำในท้องถิ่น แต่คราฟท์ไม่พอใจกับผลิตภัณฑ์ที่มีอยู่ในขณะนั้น มันไม่มีความเสถียรในแง่ของรสชาติและคุณภาพของชีสและยังมีปัญหากับอายุการเก็บที่สั้นอีกด้วย

ปี 1911 เริ่มทดลองทำชีสที่ฆ่าเชื้อด้วยความร้อนซึงสามารถขายเป็นกระป๋อง แต่ความร้อนทำให้ไขมันและโปรตีนแยกตัวกัน ในที่สุดคราฟท์ก็พบว่าการคนอย่างสม่ำเสมอและการใช้สารอิมัลซิไฟเออร์แก้ปัญหานี้ได้ ในไม่ช้าคราฟท์ก็ได้ออเดอร์ล็อตใหญ่ เขาได้ทำการเซ็นสัญญาว่าจะส่งชีสที่ไม่เน่าเสีย 6 ล้านปอนด์ให้กับกองทัพสหรัฐระหว่างสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง และนี่ก็คือสัญญาฉบับสำคัญที่ช่วยให้เจมส์ แอล คราฟท์พัฒนาธุรกิจของเขาขึ้นมา ธุรกิจกลายเป็นอาณาจักรอย่างรวดเร็ว ปี 1923 ทำบริษัทชีสที่ใหญ่ที่สุดในโลก จากนั้นในปี 1928 คราฟท์ก็วางตลาดก้อนชีสนุ่มๆ สีทองที่มีชื่อแสนไพเราะว่าเวลวีต้า (Velveeta)

สิ่งที่เวลวีต้าไม่เหมือนกับชีสอื่นๆ ก็คือข้อเท็จจริงที่ว่า หางนมที่ถูกแยกออกไปตอนทำชีสถูกนำมาใส่กลับเข้ามาตอนแปรรูป และสิ่งที่นักวิทยาศาสตร์พบนั้นทำให้ชีสมีเนื้อครีมที่แปลกใหม่และคุณค่าทางสารอาหารที่ได้เพิ่มขึ้น และไม่น่าเชื่อว่าร้อยละ 30 ของชีสที่ผลิตทั่วอเมริกานั้นคือชีสของคราฟท์ วิศวกรของคราฟท์ยังนำเทคโนโลยีหลักๆ ทั้งหมดมาใช้ในการผลิตชีสแปรรูป รวมทั้งหม้อที่กวนชีสได้อย่างต่อเนื่องก็ยังถูกใช้อยู่จนถึงปัจจุบัน เท่านั้นยังไม่พอ นักวิทยาศาสตร์ของคราฟท์ยังคิดค้นการผลิตครีมชีสที่ไฮเทคจนน่าประหลาดใจ

ในยุค 1940 ออสการ์ เจ ลิ้งค์ ได้ผลิตเครื่องแยกครีมเพื่อทำครีมชีส ซึ่งทำให้เราแยกหางนมออกจากครีมชีสได้ภายใน 15 วินาที แทนที่จะเป็นชั่วโมงๆ เหมือนเมื่อก่อน เขายังคิดค้นหม้อต้มพิเศษที่ทำให้เรายืดอายุของสินค้าออกไปได้ถึง 120 วัน ครีมชีสคือชีสธรรมชาติไม่ใช่ชีสแปรรูป แต่การทำให้เนื้อครีมชีสนั้นสมบูรณ์แบบได้นั้นไม่ธรรมดาเลย และมันทำโดยไม่ใช้ครีม มันทำโดยการใช้ให้แบคทีเรียค่อยๆ จัดเรียงประจุไฟฟ้าที่มีอยู่ในนม ประจุไฟฟ้าที่มีในนมอยู่แล้วจะเป็นประจุลบเป็นส่วนใหญ่ มันจึงผลักกันเองและไม่เข้าใกล้กันและกัน นมจึงอยู่ในสภาพของเหลวไม่เป็นเจล แต่เมื่อเราใส่แบคทีเรียลงไป มันจะสร้างกรดบางอย่างและเปลี่ยนกลุ่มประจุไฟฟ้าในโปรตีนให้กลายเป็นประจุบวก ทีนี้พวกมันก็จะเริ่มดึงดูดกันและติดกัน เมื่อประจุมีความสมดุล ส่วนผสมข้นๆ จึงอยู่ในสภาพครีมโดยสมบูรณ์ไม่เหลวไม่แข็ง ณ จุดนั้นมันจะถูกให้ความร้อนอย่างรวดเร็วเพื่อฆ่าแบคทีเรียให้มันหยุดทำงานและก่อตัวเป็นครีมชีส

ในปี 1940 นอร์แมน คราฟท์ น้องชายของเจมส์ ออกแบบระบบกระบอกเย็นที่ไม่เหมือนใคร เพื่อทำผลิตภัณฑ์ที่เขาคิดเอาไว้มาหลายปี ชีสแผ่นสำเร็จรูป ชีสที่ผ่านการให้ความร้อนมาแล้วจะไหลเข้าไปในกระบอกที่ทำความเย็นขนาดใหญ่ มันจะสร้างแผ่นชีสที่เย็นตัวลงอย่างรวดเร็วและแผ่นนั้นก็จะถูกตัดออกเป็นริ้วอย่างรวดเร็ว และจะถูกตัดขวางอีกทีเพื่อให้มีขนาดเป็นสี่เหลี่ยมที่ใส่พอดีกับขนมปัง ซึ่งปกติจะผลิตออกมาเป็นปึกๆ ละ 8 แผ่น จากนั้นก็บรรจุหีบห่อ ฟังดูแล้วเหมือนมันง่าย แต่ก็ถือว่านอร์แมน คราฟท์นั้นเข้าใจคิดมากในยุคนั้น ในที่สุดเมื่อชีสแผ่นนี้ถูกวางจำหน่ายใน ปี 1950 มันเป็นสิ่งที่ฮือฮามาก จากนั้นก็กลายเป็นสินค้าสำคัญจนเป็นที่รู้จักในฐานะที่เป็นชีสอเมริกัน ปัจจุบันชีสแต่ละแผ่นยังคงถูกหั่นมาจากโรงงานคราฟท์ จากรายงานประจำปี ชีสของคราฟท์สามารถผลิตได้ถึง 7,200 ล้านแผ่น ปี 1952 คราฟท์วางตลาด Whiz Cheese ชีสแปรรูปความชื้นสูงชนิดทาที่สามารถทาได้เรียบเนียนมากขึ้น

เรื่องราวน่ารู้เรียบเรียงจากสารคดีคุณภาพในรูปแบบบทความ กดถูกใจแฟนเพจเพื่อติดตามและอัพเดตบทความใหม่ๆ คลิกเลย
20-10-2017 , 02:40:12
ตอบกลับ #2
  • Full Member
  • ***
  • กระทู้: 105
    • ดูรายละเอียด

อาการของมะเร็งที่คนคิดไม่ถึง


ที่มา นิตยสารชีวจิต คอลัมน์ประสบการณ์จากวิชาชีพ โดย ใบเหมียง
การทำสงครามถ้าจะให้ชนะอีกฝ่ายหนึ่ง คู่ต่อสู้จะต้องใช้กลวิธีโจมตีชนิดที่ไม่ให้ข้าศึกได้ทันรู้ตัว และต้องโจมตีฐานที่มั่นที่สำคัญให้ได้จึงจะชนะเด็ดขาด

เรื่องการต่อสู้กับมะเร็งขณะนี้ก็เหมือนกัน คล้ายๆ กับการทำสงคราม มะเร็งคือตัวข้าศึก เวลานี้ที่ทั้งหมอและคนไข้ต่อสู้กับมะเร็งแล้วไม่ค่อยชนะ ก็เพราะว่าไปสู้ในขณะที่มะเร็งโจมตีถึงฐานสำคัญของชีวิต เช่น โจมตีถึงระบบสมอง ก็ทำให้คนเจ็บหัว คิดไม่ออก ปากเบี้ยว พูดไม่ได้ กินไม่ได้ โจมตีถึงระบบกระดูก ก็ทำให้คนเดินไม่ได้ เพราะเจ็บหลัง เจ็บขา โจมตีถึงระบบทางเดินหายใจ ก็ทำให้คนหายใจไม่ออก ขาดอากาศ ตาย เป็นต้น

ส่วนในเวลาที่มะเร็งยังโจมตีมาไม่ถึง เราก็ไม่ได้ไปสู้ เหตุที่ไม่สู้ก็เพราะไม่รู้และไหวตัวไม่ทันว่านั่นคืออาการของมะเร็ง คนคิดไปไม่ถึงว่ามะเร็งจะมีเล่ห์เหลี่ยมที่แยบยลยิ่งกว่ากองโจร หลายคนคงเคยเห็นโฆษณาของแผนกมะเร็ง หรือแผนกสุขศึกษาตามโรงพยาบาลต่างๆ ที่แจกเป็นแผ่นพับ และที่เขียนไว้ตามบอร์ดนิทรรศการเผยแพร่ความรู้สู่ประชาชนเรื่องมะเร็งว่าอาการและอาการแสดงของมะเร็งเป็นดังนี้

มะเร็งปอด จะไอเรื้อรัง หรือไอเป็นเลือด มีอาการหอบเหนื่อย
มะเร็งลำไส้และทวารหนัก ถ่ายปนเลือด มีการเปลี่ยนแปลงของการขับถ่าย เช่น ท้องผูก ท้องเสีย
มะเร็งตับ มีอาการแน่น อึดอัดท้อง
มะเร็งเต้านม มีก้อนที่เต้านม หรือมีเลือดหรือน้ำเหลืองไหลออกจากหัวนม เป็นต้น

อยากจะบอกว่า อาการที่แสดงออกลักษณะอย่างนี้ ไอเป็นเลือด ถ่ายปนเลือด แน่นอึดอัดท้อง มีน้ำเหลืองไหลออกจากหัวนม คืออาการของมะเร็งเต็มขั้นแล้ว หรือเกือบระยะสุดท้ายแล้วทั้งนั้น ซึ่งตัวอย่างก็คงไม่ต้องยกมาให้ดูกันอีกแล้ว เพราะตรงไปตรงมา ถ้าใครมีอาการอย่างนี้มาโรงพยาบาล ส่วนใหญ่หมอก็วินิจฉัยไม่ยากนัก แต่ที่ยากและสร้างความเวียนหัวอยู่ คืออาการที่ไม่ตรงไปตรงมา และมีอาการเพียงเล็กๆ น้อยๆ และยิ่งกว่านั้นยังแสดงออกมาภายนอกอย่างคลุมเครืออีกต่างหาก

อาการเหล่านี้ล่ะที่คนคิดไม่ถึงว่ามันคืออาการอย่างหนึ่งของมะเร็ง แต่ความจริงในทางทฤษฎีนั้น ผู้รักษาก็รู้แบะจำได้ขึ้นใจกันทุกคนว่านี่คืออาการของมะเร็ง แต่ในภาคสนามกลับลังเลและสับสน เครื่องมือก็จับไม่ค่อยได้ เพราะไม่ไวพอ และอายุการใช้งานก็เกือบปลดเกษียณแล้ว งานนี้อย่าไปโทษใครเลยให้ศึกษาไว้เป็นบทเรียนก็แล้วกัน เพื่อเพิ่มความเข้มข้นในการสังเกตตัวเอง และเพื่อเปลี่ยนกลยุทธ์ในการต่อสู้กับมะเร็งกันเสียใหม่

ต่อไปนี้คือตัวอย่างจริงของอาการมะเร็งบางอย่างที่คนทั่วไปไม่ค่อยคิดถึงกัน ตัวอย่างที่ได้มาส่วนใหญ่เป็นคนไข้ที่คลินิกและคนไข้มะเร็งที่มาปรึกษาเป็นการส่วนตัว ซึ่งมีจำนวนมาก แต่จะขอยกตัวอย่างที่สำคัญๆ มาเท่านั้น

รายที่ 1 มาด้วยอาการปวดหลัง แต่เป็นมะเร็งปอดขั้นสุดท้าย
เป็นชายวัย 49 ปี อาชีพรับราชการ มาที่ห้องฉุกเฉินด้วยอาการปวดหลังมากสองอาทิตย์ โดยความปวดมีความรุนแรงเป็นลำดับดังนี้ เมื่อห้าเดือนก่อนมาโรงพยาบาลเริ่มปวดหลังที่ด้านซ้าย ร้าวไปทั่วเอว อาการเป็นไม่มาก ก็ไปตรวจที่โรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง หมอบอกเป็นกล้ามเนื้ออักเสบ ก็ได้ยาไปกิน แต่อาการปวดก็ยังไม่ดีขึ้น เวลาสามเดือนผ่านไป ทีนี้ปวดลุกลามไปทั้งสองข้าง ถ้ายืนนานๆ จะปวดมากขึ้น เวลาเดินต้องพยุง ช่วงนี้รู้สึกเบื่ออาหาร น้ำหนักลดไป 10 กิโลกรัมต่อเดือน ก็ไปนอนโรงพยาบาลรัฐแห่งหนึ่งอยู่สองอาทิตย์ อาการก็ยังไม่ดีขึ้น ทางโรงพยาบาลจึงส่งมาที่คลินิก ด้วยเหตุผลว่าไม่มีเครื่องเอ็กซ์เรย์ จึงไม่สามารถรักษาได้มากกว่านี้แล้ว

มาถึงโรงพยาบาลก็ไปอยู่ตึกกระดูกและข้อ ผลเอ็กซ์เรย์พบว่าบางส่วนของกระดูกสันหลังบริเวณทรวงอกหายไปและกระดูกซี่โครงก็หายไป 2 ซี่ ส่วนเอ็กซ์เรย์ปอดก็มีเนื้องอกอยู่ พอเอาชิ้นเนื้อนี้ไปตรวจก็พบว่าเป็นมะเร็ง นอกจากนี้ที่ตับก็มีเนื้องอกอีกด้วย หมอวินิจฉัยว่าคนไข้รายนี้เป็นมะเร็งปอดระยะสุดท้าย เพราะกระจายไปกระดูก ไปตับแล้ว ฉันเจอคนไข้บนเปลนอน นอนอยู่นิ่งๆ แทบไม่ขยับเลย ได้แต่พูดกับยกมือดูดน้ำหวานเท่านั้น คนไข้บอกว่า "ไม่ได้เหนื่อยอะไร มีแต่ปวดหลังมากเท่านั้น"

รายที่ 2 พบเป็นมะเร็งขั้นสุดท้ายจากอุบัติเหตุขาหัก
เป็นชายวัย 58 ปี อาชัพค้าขาย มาที่แผนกฉุกเฉินเช่นกัน ด้วยประวัติว่าเพียงแค่เอาขาซ้ายไปยันรถมอเตอร์ไซค์เท่านั้น ขาก็ดังกร๊อบ จึงรู้ว่าขาหัก ไปรักษากับหมอบ้านอยู่หนึ่งเดือน โดยเข้าเฝือกและนวด แต่ก็ยังยืนไม่ได้ บวมและปวดมากขึ้นจึงมาโรงพยาบาล หมอได้ผ่าตัดต่อกระดูก และเอาชิ้นเนื้อไปพิสูจน์ก็พบว่าเป็นมะเร็งที่กระจายมาจากที่อื่น จึงไปเอ็กซ์เรย์ปอด และคีบชิ้นเนื้อมาตรวจ ก็พบแหล่งจากปอดนี่เอง หมอก็สรุปการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งปอดขั้นสุดท้าย เพราะกระจายไปกระดูกแล้ว

รายที่ 3 รู้ว่าเป็นมะเร็งปอดก็เพราะจะผ่าตัดเนื้องอกที่มดลูก
เป็นหญิงวัย 38 ปี อาชีพนับเงินของบริษัทตัวเอง เธอเล่าให้ฟังว่า "พี่ไม่ได้มีอาการทางปอดเลยนะ พี่ยังออกกำลังกายได้ แต่ที่รู้เพราะว่าพี่จะมาผ่าตัดเนื้องอกที่มดลูกซึ่งเป็นมาตั้งแต่ตอนตั้งท้อง ตอนนี้ลูกพี่คลอดแล้วได้ 8 เดือน ก็เลยว่าจะมาผ่าให้เสร็จๆ ไป แต่พอจะผ่า พี่ก็ต้องไปเอ็กซเรย์ปอดก่อน หมอบอกว่ามีเนื้องอกอยู่ พอคีบชิ้นเนื้อมาดูก็เป็นเนื้อไม่ดี หมอจึงงดผ่าทางโน้น แล้วให้มารักษาทางปอดก่อน"

รายนี้ปรากฏว่าเมื่อไปเอ็กซเรย์กระดูกก็พบว่ากระจายไปกระดูกไหล่ กระดูกไหปลาร้า กระดูกหน้าอกแล้ว สรุปคือ เป็นมะเร็งปอดระยะสุดท้ายอีกเช่นกัน และสิ่งที่น่าสนใจในรายนี้อีกอย่างหนึ่งก็คือ เคยมีประวัติมาโรงพยาบาลด้วยอาการไอมากเมื่อสองปีที่ผ่านมา แต่รักษาเพียงแค่ได้ยาแก้ไอ ยาแก้ปวด อาการก็หายไป และเมื่อสองเดือนก่อนจะรู้ว่าเป็นมะเร็งปอดก็เคยมาที่แผนกฉุกเฉินด้วยอาการเจ็บหน้าอกข้างขวา โดยก่อนหน้านี้สามวันมีอาการปวดไหล่ซ้ายมาก่อน ปวดเวลาเอี้ยวตัว พออาการปวดไหล่ซ้ายหายไปก็มาปวดหน้าอกขวาแทน ปวดจี๊ดจนทนไม่ไหว

คนไข้เล่าว่า "นึกจะปวดก็ปวด ถ้าเวลาไม่ปวด แม้ไปกดไปทำอะไร มันก็ไม่ปวด ก็ได้ยามาทาน อาการก็หายไป จนถึงตอนนี้ อาการปวดไหล่ ปวดหน้าอก ไม่มีเลย"

รายที่ 4 มะเร็งหลังโพรงจมูกระยะสุดท้าย มาด้วยต่อมน้ำเหลืองที่คอโต
ต่อมน้ำเหลืองที่คอโตสามารถบ่งบอกถึงโรคได้เป็นสิบโรค ตั้งแต่โรคธรรมดาๆ จนถึงโรคร้าย มีสิทธิ์เป็นได้ทั้งนั้น ต่อมน้ำเหลืองอักเสบ วัณโรค เอดส์ มะเร็งปอด มะเร็งต่อมน้ำเหลือง และมะเร็งโพรงจมูก ดังกรณีรายนี้

เป็นชายวัย 47 ปี อาชีพนักธุรกิจโรงแรมและเล่นหุ้น เล่าให้ฟังว่า ตอนแรกไปหาหมอที่คลินิกเพราะว่ามีก้อนที่คอด้านซ้ายโต มันมีหนึ่งเม็ดก่อน หมอก็ให้ยาฆ่าเชื้อมากิน หมอบอกผมว่าเป็นต่อมน้ำเหลืองอักเสบ กินอยู่สองเดือน ก้อนก็ยังไม่ยุบ หมอก็ให้ยาขนานเดิมมาอีก ก็ยังยืนยันกับผมว่าเป็นต่อมน้ำเหลืองอักเสบนั่นแหละ ผมก็กินยาต่ออีกสองเดือน ยิ่งกินยิ่งมีก้อนโผล่ออกมาอีกเม็ดหนึ่ง แต่อยู่ต่ำลงมา ผมชักไม่แน่ใจแล้วสิทีนี้ ก็เลยเปลี่ยนหมอไปที่โรงพยาบาล หมอคนนี้จับผมส่องกล้องคีบชิ้นเนื้อมาดู ทีเดียวแค่นั้นก็รู้เลยว่าเป็นมะเร็งหลังโพรงจมูก และเป็นขั้นสุดท้ายด้วย

"แกไม่ซักประวัติอะไรผมมากมาย และผมก็ไม่มีอาการอะไรที่มันเกี่ยวข้องกับมะเร็งชนิดนี้ด้วย ไม่ว่าหูอื้แ หน้าชา ตาเข เลือดกำเดาออก ผมไม่มี จะมีก็คัดจมูกนิดๆ หน่อยๆ ผมว่าก็เป็นเรื่องธรรมดา"

คนไข้คิดว่าคัดจมูกเป็นเรื่องธรรมดาๆ แต่ตอนนี้ไม่ธรรมดาซะแล้ว มันกลายเป็นมะเร็งไปเรียบร้อยแล้ว

รายที่ 5 แค่ไอแห้งๆ ก็เป็นมะเร็งขั้นสุดท้ายได้
ปัญหาเรื่องไอก็เป็นอีกอาการหนึ่งที่ผู้รักษาวินิจฉัยยากว่าเป็นโรคอะไรกันแน่ บางครั้งแค่รักษาตามอาการ ให้ยาแก้ไอ อาการก็หายดี แต่บางครั้งรักษากันจนเกือบครบโรคของระบบทางเดินหายใจและระบบทางหู คอ จมูกแล้วก็ยังไม่รู้ว่าเป็นอะไร ตั้งแต่หวัด คออักเสบ หลอดลมอักเสบ ปอดบวม วัณโรค ถุงลมโป่งพอง และสุดท้ายไปจบที่มะเร็งปอด ซึ่งบางรายก็ใช้เวลาหลายปี ส่วนบางรายก็โชคดีเจอเร็วหน่อย ดังกรณีรายนี้

เป็นแม่บ้านวัย 39 ปี ไปตรวจที่โรงพยาบาลเอกชนด้วยอาการไอแห้งๆ มา 4 เดือน มีไข้หวัดร่วมด้วย รักษาแล้วอาการไอแห้งๆ ก็ยังมีอยู่ ไม่หายขาด ก็ไปอีกรอบหนึ่ง หลังจากรักษาอยู่ 2 เดือน ด้วยอาการเดิม ได้ยามากินอีก อาการก็ยังมีอยู่ ทีนี้จึงเปลี่ยนโรงพยาบาล คนไข้ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นปอดบวม ก็ได้ยาฆ่าเชื้อ อาการดีขึ้นแต่ก็ยังไม่หายขาด และผลเอกซเรย์ยังคงผิดปกติอยู่ หมอจึงส่องกล้องคีบชิ้นเนื้อมาดู ผลเป็นมะเร็งปอด และไปเอกซเรย์กระดูกก็ปรากฏว่ากระจายไปกระดูกหลายชิ้นแล้ว หมอจึงสรุปว่าเป็นมะเร็งปอดระยะสุดท้าย

รายที่ 6 มะเร็งต่อมน้ำเหลืองขั้นสุดท้าย แต่มาด้วยอาการแน่นหน้าอก
เป็นนักศึกษาหญิง ปวส.ปีสุดท้าย เธอเล่าให้ฟังว่า "ความจริงตอนแรกที่มีอาการเป็นตั้งแต่เรียนอยู่ปี 1 มันเจ็บแปล๊บๆ น่ะ ไม่ใช่แน่นหน้าอก หนูคิดว่าเป็นโรคหัวใจก็ไปตรวจ แต่ไม่เห็นมีอะไรผิดปกติ อาการก็หายไปเอง พออยู่ๆ ก็มีอาการแน่นหน้าอก หายใจไม่ออก เพิ่งเป็นปีนี้นี่เอง พี่ดูสิ มาเป็นเอาปีสุดท้ายเสียด้วย ตอนนี้หนูก็กำลังสอบ หนังสือก็ทิ้งไปเลย ไม่ได้เรียนแล้ว ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมจะต้องมาเป็นกับหนูด้วย"

รายนี้ได้เจาะไขกระดูก และในที่สุดหมอสรุปว่าเป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลืองระยะสุดท้าย

รายที่ 7 แค่คลำได้ก้อนที่หน้าท้องก็เป็นมะเร็งรังไข่ระยะที่สามแล้ว
เป็นนักเรียนหญิง อายุ 14 ปี เธอเล่าให้ฟังว่า "หนูรู้สึกแน่นๆ ท้องมาเดือนหนึ่งแล้ว แต่ตอนนั้นไม่ได้มีก้อนอะไร เพิ่งมาคลำได้ก้อนเมื่อห้าวันก่อนมาโรงพยาบาลนี่เอง และหนูรู้สึกว่าแน่นท้องมากขึ้นในอาทิตย์นี้ ก็ไปหาหมอ หมอก็ผ่าตัดเลยและบอกว่ามันเป็นเนื้อร้าย"

รายนี้ตอนที่ผ่าตัดก็พบว่าเนื้องอกลุกลามไปตามเยื่อหุ้มหลายแห่งแล้ว และมีน้ำในเยื่อบุช่องท้องด้วย ส่วนประวัติอื่นๆ เช่น การมีประจำเดือน ก็มาตามปกติ ไม่ได้ปวดอย่างผิดปกติใดๆ เดี๋ยวนี้นักเรียนหญิงชั้นมัธยมพบมะเร็งรังไข่กันมากขึ้น และส่วนใหญ่อาการที่มาโรงพยาบาลมักเป็นระยะที่สามแล้วเกือบทั้งนั้น ส่วนระยะที่สี่ก็มีคือลุกลามไปปอดแล้ว

รายที่ 8 ทั้งปวดหัวทั้งไอ กลายเป็นมะเร็งปอดระยะสุดท้าย
เป็นชายวัย 47 ปี รับราชการครู มาโรงพยาบาลด้วยอาการปวดหัวและไอ อาการที่ปวดหัวนั้นเริ่มจากที่ท้ายทอย แล้วร้าวมาที่ขมับทั้งสองข้าง ปวดตื้อๆ ตลอดเวลา มีไอร่วมด้วย บางครั้งมีเลือดปน ไปหาหมอก็บอกว่าหลอดเลือดที่หลอดลมแตก ส่วนเอกซเรย์ปอดปกติ ได้แต่ยามากิน อาการก็ไม่ดีขึ้น

หนึ่งเดือนผ่านไป ปวดหัวมีมากขึ้น เริ่มมีอาการตึงๆ ที่คอ กินไม่ค่อยได้ รู้สึกกลืนลำบาก และเริ่มมองเห็นภาพไม่ค่อยชัด ตาพร่าๆ ส่วนอาการไอดสมหะปนเลือดยังมีอยู่ จึงไปโรงพยาบาลอีกครั้ง หมอก็ไม่ได้บอกว่าเป็นอะไร ได้แต่เอกซเรย์ปอดสองครั้ง ก็บอกว่าปกติ ได้ยามากินอีกเช่นเคย อาการก็ยังไม่ดีขึ้น

หนึ่งเดือนครึ่งผ่านไป อาการไอเสมหะปนเลือดมีมากขึ้นอีก ไอทุกวัน และเริ่มคลำได้ก้อนที่คอด้ายซ้าย ก้อนแข็งๆ เจ็บเล็กน้อย อีกสิบวันครบสองเดือน คนไข้มีอาเจียนตอนเช้า อาการอื่นคงเดิม เป็นอย่างนี้อยู่สี่วันจึงไปโรงพยาบาลอีกครั้ง แต่เปลี่ยนโรงพยาบาล ก็ทำการตรวจทุกอย่างเอกซเรย์ปอดก็พบผิดปกติ ต่อมน้ำเหลืองที่คอก็จิ้มชิ้นเนื้อไปตรวจ พบเป็นมะเร็ง ส่งเสมหะไปตรวจย้อมดูเซลล์ ก็พบเป็นมะเร็ง เอกซเรย์คอมพิวเตอร์สมอง ก็พบเนื้องอก หมอจึงสรุปการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งปอดระยะสุดท้าย

รายที่ 9 เค้นๆ หน้าอก ในที่สุดก็พบมะเร็งหลอดอาหาร
เป็นพระภิกษุวัย 56 ปี บวชมาได้หนึ่งพรรษา ก่อนหน้านี้เป็นพนักงานขับรถเมล์ระหว่างจังหวัด ทั้งสูบบุหรี่ ทั้งดื่มเหล้า ท่านเล่าให้ฟังว่า "ที่มาโรงพยาบาลในครั้งนี้เพราะกลืนข้าวต้มไม่ลง ส่วนก่อนหน้านี้อาการช่วงแรกเป็น มันรู้สึกเค้นๆ หน้าอกเวลากินข้าว (เค้นๆ หรือที่คนใต้บอกว่าแค้นๆ คืออาการเดียวกัน เป็นอาการที่เวลากินอาหารแล้วรู้สึกกลืนไม่ค่อยลง จะกระจุกอยู่ที่หน้าอก เหมือนกับเวลาที่กินหัวเผือกหัวมันในอัตราที่เร็วเกินไป ก็รู้สึกอาหารผ่านไปได้ลำบาก ต้องดื่มน้ำตาม แล้วยืดคอให้ยาวๆ ถึงจะกลืนได้ลง) หลังจากนั้นพอกินข้าวสวยก็เริ่มติด ต่อมากินข้าวต้มก็ติดอีก กลืนไม่ลง ก็นึกในใจว่าสงสัยอาการไม่ดีแล้วสิท่า จึงมาโรงพยาบาล หมอก็ให้กลืนแป้งกับส่องกล้องเข้าไปดูในหลอดอาหาร ก็บอกว่ามีเนื้องอกเต็มไปหมดแล้ว หมอนัดจะผ่าวันพุธหน้า" ผลจากชิ้นเนื้อก็เป็นมะเร็งหลอดอาหาร และท่านก็ตัดสินใจกลับวัด ไม่ยอมให้ผ่าตัด

นี่เป็นตัวอย่างพอสังเขปที่ยกมาให้ศึกษากัน ต่างเพศ ต่างวัย ต่างอาชีพ อาการที่พบเหล่านี้ยังคงมีให้เห็นอยู่เรื่อยๆ และมากขึ้นทุกวัน จากตัวอย่างจะเห็นว่าเป็นการยากมากที่จะพบอาการเริ่มแรกของมะเร็งด้วยตาเปล่าหรือเอามือคลำ ซึ่งในทางทฤษฎีแล้วแทบเป็นไปไม่ได้ เพราะจุดเริ่มต้นยังอยู่ที่ระดับเซลล์ ต้องคีบชิ้นเนื้อข้างในมาดูกับกล้องขยายจึงจะเห็น ในทางปฏิบัติแล้วทำไม่ค่อยได้ จะได้เฉพาะมะเร็งปากมดลูกหรือมะเร็งเต้านมเท่านั้น เพราะใช้เครื่องมือง่ายๆ ได้ และเป็นอวัยวะที่ตรวจจากภายนอกได้สะดวก

อย่างไรก็ตาม อยากจะสรุปบทเรียนจากกรณีตัวอย่างนี้ว่า ยิ่งมีข้อจำกัดด้านเครื่องมือและประสบการณ์ของผู้รักษามากเท่าใด เรายิ่งจำเป็นต้องเคร่งครัดในการดูแลตัวเองมากยิ่งขึ้นเท่านั้น จะผัดวันประกันพรุ่ง หรือมีข้ออ้างโน่นอ้างนี่คงไม่ได้อีกต่อไปแล้ว ถ้าอยากจะชนะมะเร็งก็ต้องใช้วิธีของมะเร็งคือโจมตีเสียก่อน ก่อนที่มะเร็งจะไหวตัวทันและสร้างป้อมปราการทุกด่านให้แน่นหนา อย่าให้มะเร็งเจาะทะลุเข้ามาได้ด้วยการสร้างภูมิชีวิตให้เข้มแข็ง การปล่อยให้มีอาการแล้วจึงไปรักษานั้น ไม่ว่าอาการมากหรืออาการน้อยก็ตาม เป็นความประมาทและไม่ปลอดภัยอย่างยิ่ง และที่สำคัญคือไว้ใจไม่ได้เลยสำหรับมะเร็ง ต่อไปนี้เราจะใช้กลยุทธเดิมๆ ที่รอให้พิสูจน์ว่าเป็นมะเร็งแน่ชัดแล้วจึงลุกขึ้นต่อสู้นั้น กลยุทธ์นี้คงไม่ทันกาลแล้ว และหวังว่าอาการของมะเร็งที่คิดไม่ถึงนี้ คงไม่ทำให้เกิดความกังวลจนหวาดระแวงเกินไปนักนะคะ

อาการของมะเร็ง
มะเร็งหลอดอาหาร
มะเร็งปอดระยะสุดท้าย
มะเร็งปอด
มะเร็งลำไส้
มะเร็งรังไข่
มะเร็งตับ
มะเร็งเต้านม
มีก้อนที่เต้านม
20-10-2017 , 02:40:27
ตอบกลับ #3
  • Full Member
  • ***
  • กระทู้: 105
    • ดูรายละเอียด

ภัยของยาไอซ์

ที่มา สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด(ป.ป.ส.)
รายการแซ่บระวังภัย



ยาไอซ์นั้นมีลักษณะเป็นผลึกใสคล้ายก้อนน้ำแข็งจึงเป็นที่มาของคำว่ายาไอซ์ ยาไอซ์เป็นยาเสพติดประเภทที่ 1 ประเภทเดียวกับยาบ้า สารหลักในยาไอซ์คือ เมทแอมเฟตามีนไฮโดรคลอไรด์ มีฤทธิ์กระตุ้นประสาทให้เกิดอาการหลอน พิษของยาไอซ์รุนแรงกว่ายาบ้า ผู้เสพหลายคนที่เป็นผู้หญิงมักเข้าใจผิดว่าเสพยาไอซ์แล้วจะทำให้ผอม ผิวขาวสวย จากสถิติพบการจับกุมยาไอซ์เพิ่มขึ้นถึง 7.8 เท่า และมีผู้เข้ารับบำบัดยาไอซ์เพิ่มสูงถึง 7.4 เท่า ข้อมูลตั้งแต่ปี 2550-2554 และประมาณการผู้เสพยาไอซ์ 130,000 คน และข้อมูลผู้เข้ารับบำบัดรักษายาเสพติดทั่วประเทศ เดือนมีนาคม 2555 พบว่ามีช่วงอายุ 20-24 ปีที่มากที่สุดถึง 1,744 ราย และช่วงอายุ 15-19 ปี จำนวน 1,000 ราย และเป็นช่วงอายุที่เริ่มเสพยามากที่สุด

มันคือหนึ่งในยาเสพติดที่ร้ายแรงบนโลกใบนี้ ชื่อของมันคือไอซ์ หรือเมทแอมเฟตามีนไฮโดรคลอไรด์ ยาไอซ์จำนวนมากหลั่งไหลเข้ามาในประเทศไทยจากพื้นที่สามเหลี่ยมทองคำ เพียงแค่ 12% เท่านั้นที่ถูกส่งต่อไปยังประเทศอื่น มันเริ่มจากพืชที่ชื่อมาฮวง(Ma-huang) ซึ่งแพทย์จีนใช้ในการรักษาโรคมานานกว่า 5,000 ปี จนปีค.ศ.1887 นักเคมีพบสารอีฟรีดินในมาฮวง และเริ่มมีการสังเคราะห์สารเมทแอมเฟตามีนจากอีฟริดินขึ้นในปีค.ศ.1893 กลายเป็นยาเสพติดอันตรายที่สร้างปัญหาต่อมนุษยชาติ เช่นยาบ้า ยาอีหรือ Ecstasy ยาไอซ์เป็นสารกระตุ้นตัวหนึ่งในกลุ่มนี้ เมื่อยาไอซ์เข้าไปในร่างกายมันจะออกฤทธิ์กระตุ้นให้เกิดการตื่นตัวอย่างรุนแรง ทางด้านร่างกาย หัวใจจะเต้นแรงกว่าปกติ ความดันโลหิตสูง กล้ามเนื้อเกร็งตัวและทำงานมาก ทางด้านจิตใจจะเกิดความอยาก หรือสนใจในสิ่งหนึ่งสิ่งใดเพิ่มมากขึ้น มีความตื่นตัวทางด้านอารมณ์มาก เคลิบเคลิ้ม จิตใจจะอยู่กับสิ่งที่ถูกชักนำในเวลานั้น กล้าที่จะทำ กล้าที่จะพูดมากขึ้น

เมื่อเสพยาไอซ์เป็นเวลานานจะเกิดผลเสียดังนี้
ผลเสียของยาไอซ์ด้านร่างกาย
จะเกิดอาการปวดท้อง แน่นหน้าอก หายใจไม่ทัน ปวดหัว ปวดเบ้าตา ที่คอจะมีเม็ด มีหนอง ร้อนใน ปวดรากฟัน มีกลิ่นปากเหม็น มีเสมหะขาวข้นตลอดเวลา ลิ้นแข็ง พูดไม่ชัด
ผลเสียของยาไอซ์
จะมีอารมณ์แปรปรวน ขึ้นลงง่าย ขี้ระแวง ขี้ใจน้อย คิดเล็กคิดน้อย จนทำให้ไม่ไว้ใจคนอื่น หงุดหงิด ฉุนเฉียว โกรธง่าย เกิดความฟุ้งซ่านมากขึ้น เมื่อใช้นานวันเข้าจะทำให้เกิดอาการทางจิต ประสาทหลอน หวาดระแวง ก้าวร้าว
เมื่อถึงเวลานั้น แม้ผู้เสพติดต้องการจะเลิก แต่ยาไอซ์ก็เข้าไปเปลี่ยนการทำงานของสมองและระบบประสาท มันทำให้กลไกการหลั่งสารเคมีที่เกี่ยวข้องกับความรู้สึกสุขในสมองของผู้เสพทำงานผิดปกติ ผู้เสพจะไม่สามารถรู้สึกสุขตามธรรมชาติได้ด้วยตนเอง หากแต่ต้องพึ่งพาฤทธิ์ของยาไอซ์ กลายเป็นทาสของมันอย่างสมบูรณ์แบบ

โดยทั่วไปแล้วยาไอซ์จะกระตุ้นให้สมองหลั่งสารโดพามีนมากๆ ดังนั้นผู้ที่เสพจึงรู้สึกมีความสุข คึกคัก อารมณ์ดี ไม่ง่วง แต่ถ้าใช้ไปนานๆ สารในสมองนี้ก็จะหายไป และในที่สุดก็จะกลายเป็นโรคซึมเศร้า เป็นโรคจิตได้ ยาไอซ์จัดเป็นยาเสพติดให้โทษชนิดรุนแรง จึงมีบทลงโทษต่อผู้ผลิต ผู้นำเข้า ส่งออก และผู้ค้า สูงสุดถึงขั้นประหารชีวิต แต่กระนั้นก็ไม่สามารถยับยั้งการระบาดของยาไอซ์อย่างเด็ดขาดได้ จากข้อมูลการรักษาพบว่า ผู้เสพไอซ์จะเกิดการผิดปกติทางจิตเร็วกว่าผู้เสพยาบ้า แต่เนื่องจากไอซ์มีราคาแพง นักค้ายาจึงปรับการขาย โดยแบ่งขายย่อยตามกำลังซื้อของผู้เสพ เพื่อให้เยาวชนทั่วไปสามารถเข้าถึงไอซ์ได้มากขึ้น นอกจากนี้ยังมีการจักปาร์ตี้เพื่อให้ลูกค้าหน้าใหม่ได้ลองใช้ กลยุทธเหล่านี้ทำให้ยาไอซ์ระบาดในหมู่เยาวชนตามสถานศึกษาและชุมชนมากขึ้นควบคู่ไปกับยาบ้า

อีกกลยุทธหนึ่งที่ใช้ส่งเสริมในการขายยาไอซ์ในหมู่เยาวชนก็คือการสื่อสารกันปากต่อปากและทางอินเตอร์เน็ต โดยการสร้างข่าวความเชื่อผิดๆเกี่ยวกับยาไอซ์ว่าเป็นยาเสพติดชั้นสูงสำหรับคนมีระดับ ไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ ทำให้หุ่นดี ผิวขาวสวย ไม่ทรุดโทรม เสพแล้วอารมณ์ดี เข้าสังคมได้ง่าย เพิ่มความสนุกสนานในการเที่ยวเตร่ สรรพคุณที่ว่าเหล่านี้ล้วนโดนใจเหล่าวัยรุ่นที่กำลังอยู่ในกระแสค่านิยมที่รักความสนุกสนาน รักความสวยความงาม ซึ่งทำให้ยาไอซ์แพร่ระบาดไปได้อย่างรวดเร็ว



แต่จากการศึกษาถึงการออกฤทธิ์ของยาไอซ์ โดยพิจารณาระดับของสารสื่อประสาทที่กระตุ้นความรู้สึกสุขในสมองและระบบประสาทของผู้เสพยาไอซ์ขณะก่อนเสพและขณะที่ไอซ์เข้าไปออกฤทธิ์พบว่า สารสื่อประสาทในด้านความรู้สึกสุขมีความแตกต่างกันอย่างมาก กล่าวได้ว่ายาไอซ์ทำให้ผู้เสพเกิดการติดได้ตั้งแต่ครั้งแรกที่เสพ การลองยาไอซ์เพียงครั้งเดียวอาจเปลี่ยนชีวิตคุณไปตลอดกาล ขณะเดียวกันข้อมูลการจับกุบและการรักษาในหลายประเทศพบว่าผู้เสพไอซ์จะมีอาการทรุดโทรมลงอย่างวดเร็ว ใบหน้าแก่กว่าวัยและมีบาดแผลตามใบหน้าและร่างกาย เนื่องจากขาดสติและการระมัดระวังตนเอง ละเลยสุขอนามัย ยาไอซ์จึงไม่ไดทำให้ผู้เสพสวยงามขึ้นตามความเชื่อที่นักค้ายาพยายามสร้างขึ้น





นอกจากนี้ในการผลิตยาไอซ์ต้องใช้สารเคมีประเภทกรด ซึ่งจะมีบางส่วนตกค้างอยู่ในไอซ์ ทำให้ผู้เสพส่วนใหญ่มีอาการโรคในช่องปาก ฟันผุกลายเป็นสีดำ ฟันโยกเก และหลุดไปในที่สุด อาการนี้จะรุนแรงกว่าฟันผุธรรมดาเพราะจะเป็นทั่วทั้งช่องปาก เช่นเดียวกับยาบ้าเนื่องจากมีสารเคมีตัวเดียวกัน ผู้ที่ใช้ยาไอซ์ติดต่อกันนานๆ จะเกิดอาการทางจิตโดยเฉพาะอาการหวาดระแวง มีแนวโน้มใช้ความรุนแรง ทำร้ายตนเองและผู้อื่น กลายเป็นความเดือดร้อนทางสังคม เช่นเดียวกับที่เกิดขึ้นในช่วงที่ยาบ้าแพร่ระบาดอย่างมาก จากแนวโน้มการระบาดของยาไอซ์ประมาณการได้ว่าในปี 2560 จะมีผู้เสพยาไอซ์ถึงแปดล้านคน คิดเป็น 12% ของประชาการไทยในเวลานั้น หากคนไทยไม่เริ่มตระหนักถึงหายนะนี้ และไม่เริ่มดูแลลูกหลาน และคนในครอบครัว เป็นหูเป็นตาสอดส่องการแพร่ระบาดของยาเสพติดทั้งหลายให้ได้ตั้งแต่วันนี้

แหล่งรวมบทความสารคดีประวัติศาสตร์ บทความสารคดีจักรวาลและดาวเคราะห์ บทความสารคดีสงคราม บทความสารคดีภัยธรรมชาติ บทความสารคดีชีวิตสัตว์ บทความสารคดีอาวุธทางการทหาร บทความสารคดีการจัดอันดับ บทความสารคดีวิทยาศาสตร์ บทความสัมภาษณ์คนดัง บทสนทนาปัญหาเศรษฐกิจ บทสนทนาประเด็นข่าวร้อน เรื่องราวน่ารู้ ความรู้ทั่วไป สังคม เศรษฐกิจ การเมือง ไลฟ์สไตล์ สุขภาพ ผู้หญิง ความงาม แม่และเด็ก สัตว์เลี้ยง อาหาร ร้านอาหาร เกมส์ เทคโนโลยี มาดูกันได้ที่  http://megatopic.blogspot.com
23-01-2018 , 23:28:34
ตอบกลับ #4
  • Full Member
  • ***
  • กระทู้: 105
    • ดูรายละเอียด

10 อันดับผีที่มีชื่อเสียงมากที่สุด
ผีมีทั้งทุกที่และไม่มีที่ไหนเลย พวกเขามีชื่อเสียงที่เข้าใจยากเมื่อมันมาถึงการพิสูจน์พวกเขามีอยู่ แต่ผีคุณลักษณะเด่นในวัฒนธรรมของเรา พวกเขาอยู่ในโทรทัศน์และภาพยนตร์จาก "กลาง" กับ "ความรู้สึกที่หก." เรื่องผีที่พบรอบ ๆ ค่ายและบนชั้นวางหนังสือทั้งนิยายและส่วนสารคดี รอบวันฮาโลวีนภาพวัฒนธรรมป๊อปของผีหลอกหลอนเกือบทุกร้านค้าและแขวนเป็นของตกแต่งในบ้านทั่วประเทศ

ผีแม้มีอิทธิพลบางส่วนของศุลกากรในชีวิตประจำวันของเราในรูปแบบที่เราอาจจะไม่รู้จัก (ตัวอย่างเช่น "อวยพรคุณ" หลังจากที่มีคนได้ยินเสียงจามมาจากความเชื่อโบราณที่ผีสามารถเข้าสู่ร่างกายในระหว่างการจาม) นี่คือบางส่วนของผีที่มีชื่อเสียงที่สุดของเวลาทั้งหมด

กษัตริย์แฮมเล็ต
แม้ว่าผีปรากฏในหลายของเช็คสเปียร์บทละคร ( เช่น " แมคเบธ " และ " จูเลียส ซีซ่าร์ " ) กษัตริย์แฮมเล็ตเป็นหนึ่งในที่รู้จักกันดีของกวีผีและเล่นเป็นส่วนหนึ่งใน " Hamlet " Hamlet อาจจะเป็นตัวกลางในการเล่นชื่อหลังจากเขา แต่ไม่มีวิญญาณของบิดาของเขา จะไม่มีเรื่อง

กษัตริย์แฮมเล็ตปรากฏสามครั้งในการเล่นแต่ละครั้งในตอนกลางคืน ( เห็นผีเหมือนแวมไพร์ ชอบความมืด ) ผีบอก เรื่องที่เขาถูกฆาตกรรมโดยของเขาทรยศน้องชายเคลาดิอุส และขอให้หมู่บ้าน เพื่อแก้แค้นให้กับการตายของเขา

เรือฟลายอิ้งดัทช์แมน
เรือฟลายอิ้ง ดัชแมน ผีไม่ใช่มนุษย์ที่มีชื่อเสียงของโลก คือ ศตวรรษที่สิบเจ็ดเรือพ่อค้าบอกว่าหลอกหลอนทะเลหลวง ตาม ตำนานทะเล เรือ ซึ่งมักจะปรากฏเป็นภาพเบลอ หรือ แสงประหลาด กล่าวว่า จะเป็นสัญญาณของความโชคร้ายและความตาย

เรือและลูกเรือของตนเป็นนิรันดร์สาปแช่งเมื่อกัปตันชาวดัตช์ของปฏิเสธที่จะใช้ท่าเรือที่ปลอดภัยในระหว่างพายุมีคำร้องจากลูกเรือและผู้โดยสาร แต่ทะลึ่ง Dutchman ท้าทายพระเจ้าที่จะใช้พวกเขาลง " เรือผี " ได้รับรายงานในมหาสมุทรได้ตลอดเวลา รวมทั้งปรากฏนอกชายฝั่งของแอฟริกาใต้ในปี 1923 . แต่ไม่เคยเห็นบนแผ่นดิน ฟลายอิ้ง ดัชแมนมากที่สุดเมื่อเร็ว ๆนี้ปรากฏในโรงภาพยนตร์ทั่วประเทศใน " โจรสลัด " ภาพยนตร์

แม่มดเบลล์
เหตุการณ์ที่ถูกกล่าวหาว่าเกิดขึ้นที่จอห์น เบลล์ เทนเนสซีและฟาร์มระหว่าง 1817 1821 จะกล่าวว่าเป็นหนึ่งในคลาสสิกอเมริกันผีเรื่องเล่า . เบลยิงสัตว์แปลกในฟาร์มของเขา แต่เจ้าตัวหายไปก่อนที่มันอาจจะอันตราย หลายสัปดาห์ต่อมา ครอบครัวเบลล์ ถูกทรมานโดยผีที่ทำเสียงน่ากลัวสั่นบ้านและโจมตีร่างกายลูกสาวของเบลเบทซี่ ข่มขืนสเปกตรัมต่อเนื่องมาหลายปี และ ณจุดหนึ่ง แอนดรูว์ แจ็คสันกล่าวว่ามี dabbled ในการล่าสัตว์ผีและการสืบสวนของเขาเอง

แม้ว่าบางคนเขียนเล่าเรื่องแม่มดเบลล์เทพนิยายเป็นบัญชีจริง มีหลักฐานน้อยมากที่เป็นอย่างอื่นเลย นอกจากเรื่องผี แจ็คสัน ตัวอย่างเช่น ไม่เคยพูดถึงแม่มดเบลล์คดีทั้งหมด ดูเหมือนว่าบทบาทในอนาคตของประธานาธิบดีที่ถูกสร้างขึ้นจากอากาศ อาจจะยืมความคล้ายกัน ( ลักษณะของความเป็นจริง ) เรื่องราวที่แต่งขึ้น

แคสเปอร์
ขณะที่บลัดดี้แมรี่ใช้เวลาของเธอในอาณาจักรที่น่ากลัวเพื่อรอเรียกตัวไปห้องน้ำ มืดมาก เธอสามารถทำให้เด็ก แคสเปอร์ ( ซึ่งกฎหมายนามสกุลเป็น " ผี " Friendly ) คือ สีขาว ระบุไว้ , ผียิ้มที่พยายามที่จะไม่กลัวคน

ใน ฮาร์วีย์ หนังสือการ์ตูนชุด แคสเปอร์ก็มักจะเข้าร่วมโดยเพื่อน เช่น เว็นดี้ดี แม่มดน้อยและร้อนของปีศาจน้อย ขณะที่บางคนพบความคิดของผีเด็กที่ตายแล้วแขวนอยู่รอบ ๆ กับแม่มดและปีศาจ น่ากลัวนิดหน่อย ตัวละครเป็นเด็กใจดีและเป็นกันเอง ด้วยการเพิ่ม " ดี " , " มิตร " และ " น้อย " ในชื่อของพวกเขา แคสเปอร์มีการฟื้นตัวของทุกประเภท ด้วยตนเอง ( 2538 ฟิล์ม เจียมเนื้อเจียมตัว ความสำเร็จที่สามารถหลีกเลี่ยงโดยตรง ; วิดีโอ

บลัดดี้แมรี่
"บลัดดีแมรี... บลัดดีแมรี... บลัดดี้แมรี่..." คำ นักเรียนจำนวนมากมีประสบการณ์แรกของพวกเขากับผี ตามพื้นบ้าน บลัดดี้แมรี่เป็นผีผู้หญิงที่ฆ่าลูก ๆ ของเธอมานาน ถ้าคุณต้องการเห็นเธอ เข้าห้องน้ำ (ปกติโรงเรียน), ปิดไฟ ขาหน้ากระจก และทำซ้ำชื่อของเธอสามครั้ง

ในขณะที่เด็กนับไม่ถ้วน (และผู้ใหญ่ก็น้อย) ได้พยายามเรียก กปปสที่ใช้วิธีการกำหนด วันไม่กี่ถ้าใด ๆ ประสบความสำเร็จจริง ส่วนใหญ่ทั้งจ้องที่สะท้อนความกลัวในกระจกมืด หรือสูญเสียเส้นประสาทของพวกเขาหลังจากสอง "บลัดดีแมรี" พูด และเรียกใช้กรีดร้องจากในหัวเราะคิกคักกระตุ้งกระติ้ง ทำการปรับปรุงรุ่นตำนานบลัดดี้แมรี่เป็นชุดภาพยนตร์สยองขวัญ "แคนดีแมน"

ผีเลนดรูรี่
มีหลายโรงภาพยนตร์ในย่านโคเวนท์การ์ในเวสต์เอนด์ของลอนดอน เล่นได้รับการผลิตในพื้นที่กว่า 300 ปี และบางส่วนของนักแสดงที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกมีปรากฏมี แต่ ละครหนึ่งคือ อีกผีรู้จักกันดีกว่าของการผลิต

มีอยู่จริงมากกว่าหนึ่งผีพูดหลอกหลอนร้านเลนฮอลล์และปีก รวมถึงนักแสดงหลาย ที่สุด ชื่อเสียง อย่างไรก็เป็น "คนในเทา" เป็นขุนนางที่ถือดาบนี้ โรงละครใด ๆ มูลค่าเกลือของมัน (และหลายคนที่ไม่ได้) บำรุงมีผีประจำบอร์ด treading และผีเลนดรูรี่ถือเป็นส่วนหนึ่งของโรงละครประเพณี

โบกรถหายสาบสูญ
"นี้ไม่ได้เกิดขึ้นกับฉัน แต่เพื่อนของฉัน เธอได้ยินมาจากช่างทำผมของเธอ มันเกิดขึ้นกับพ่อแม่ของเธอ ดูเหมือนว่า พวกเขาได้ขับรถไปตามถนนประเทศโดดเดี่ยวคืนหนึ่ง — มันเป็นจริง ๆ อากาศเย็น บางทีในมินนิโซตา มอนตานา อย่างไรก็ตาม มันมีหิมะตก และพวกเขาเปิดมุม เห็นสาวเท้าเปล่าสวมเครื่องแต่งกายและสไบสีเขียว แน่นอนพวกเขาหยุดที่จะช่วยให้เธอ และเธอได้ในเบาะหลัง เธอไม่พูดมาก และเมื่อพวกเขาถามเธอที่เธออาศัยอยู่ เธอชี้ไปบ้านไร่ในระยะไกล ครู่ต่อมา เมื่อพวกเขาถูกดึงเข้าไปในถนน เธอก็หายไป

ทั้งคู่ถูกงง แต่ได้ออกจากรถ และเคาะประตูบ้าน ตอบอึมครึม เทาผมหญิง และคู่ที่อธิบายว่า ผู้โดยสารลึกลับของพวกเขาได้กล่าวว่า นี่คือบ้านของเธอ ผู้หญิงตอบว่า 'เป็นไปไม่ได้ 'ลูกตายใกล้ที่นี่ยี่สิบปีที่ผ่านมา ในคืนนี้' เพียงแค่ภายในประตู บนหมุดไม้เก่า แขวนผ้าคลุมไหล่สีเขียวของลูกสาวของเธอ"

วิญญาณคริสต์มาสอดีต
ในชาร์ลส์ดิคเก้นนิยายชื่อดัง "A คริสต์มาส" cold-hearted ความโลภ Ebenezer คนขี่เหนียวมีการเปลี่ยนใจหลังจากการเยี่ยมชมโดยหลายผีเป็นตัวแทนยุคสมัยที่แตกต่างกันของชีวิตของ Christmases (อดีต ปัจจุบัน และยังไม่ได้ ไปมา)

ผีมักเกี่ยวข้องกับบทเรียนชีวิตและนิทานคุณธรรม และ spooks เหล่านี้จะไม่มีข้อยกเว้น ผีไม่ได้เสียเวลาแสนยานุภาพโซ่ หรือกลัวเด็ก แทน rehabilitates วิญญาณคริสต์มาสอดีตคนขี่เหนียว โดยแสดงวิสัยทัศน์ของ Christmases อดีตของเขาเขา คนขี่เหนียวมาซาบซึ้งกับความหมายของคริสต์มาส-ไม่มี ไม่เจตนาวันหยุด แต่มิตรภาพ และความนิยม

แม่ค้าเหยื่อฆาตกรรม
วันหนึ่งในอังกฤษในช่วงต้น hydesville , นิวยอร์ก , เร่ขายเด็กมาถึงที่บ้านของคุณและคุณนายเบลขายโกดังของเขา เขาถูกเชิญให้เข้ามาในบ้าน โดยแม่บ้านระฆังและในความเป็นจริงอยู่หลายวัน . แม่บ้านก็ไม่ช้าปลดออกจากบริการ แต่ชะงักว่าจ้างสัปดาห์ต่อมา แม่ค้าหายไป แต่หลายรายการของเขาอยู่ในขณะนี้ใช้ในครัวระฆัง " แม่บ้านคิดน้อย จนเธอเริ่มมีอาการแปลกๆ น่ากลัวปรากฏการณ์เท่านั้นที่จะหาจากของแม่ค้า ผีที่เขาได้ในความเป็นจริงถูกฆาตกรรมในลาเธอ

อย่างน้อยก็เรื่องที่เล่าโดยสองพี่น้องชื่อ แม็กกี้ กับ เคที่ ฟอกซ์ ที่อ้างว่าสื่อสารกับผี ปีต่อมา 2 พี่น้อง ยอมรับว่ามันเป็นหลอกลวง ไม่มีฆ่าพ่อค้าเร่และจิตวิญญาณการสื่อสารได้รับปลอม แต่น้องสาวได้ตั้งใจก่อตั้งศาสนาเรียกว่า ความเชื่อ ซึ่งจะยังคงปฏิบัติในวันนี้ การฆ่า แม่ค้าเป็นเพียงผีปลอมที่ตนเริ่มเป็นศาสนาที่แท้จริง

สลิมเมอร์
สลิมเมอร์ก็พิสดารเขียวผีที่อยู่ใน " ghostbuster " หนังและการ์ตูน เขาเขียว เขาน่ารังเกียจ และเขาสามารถพ่นเมือก . . . . . . . ทำไมจะไม่รักล่ะ ในความเป็นจริง สลิมเมอร์พิสูจน์แล้วว่าเป็นที่นิยมมากกับเด็กที่เขาได้แสดงบทบาทในการปั่นออกชุด " Ghostbusters จริง " ปฏิรูปปีศาจผีที่เข้าร่วมทีม Ghostbusters , โลภและความอยากอาหารของ Slimer มาจากเหล้าให้เขาในหมู่ผีการ์ตูนที่น่าจดจำที่สุด

6 ตำนานผีของภาคเหนือ
5 อันดับผีตามความเชื่อของคนอีสาน
10 ตำนานผีอาเซียนประเทศเพื่อนบ้านสุดสยอง
ตำนานผีญี่ปุ่น
เล่าเรื่องสยองขวัญ นั่งซากหวาดผวา ศพล่อเสือ
เล่าเรื่องผี มาเอาแม่ผมไปทำไม
วิญญาณอาฆาต
เล่าเรื่องสยองขวัญ เจอดีตอนธุดงค์
เล่าเรื่องสยองขวัญ สโมสรร้าง
เล่าเรื่องสยองขวัญ แดนพิศวง
เล่าเรื่องสยองขวัญ แรงงานต่างด้าว
บ้านหลอนแดนนรก
10 สุดยอดเรื่องเล่าสยองขวัญเดอะช็อค
25 การทรมานสุดโหดในประวัติศาสตร์

23-01-2018 , 23:28:54
ตอบกลับ #5
  • Full Member
  • ***
  • กระทู้: 105
    • ดูรายละเอียด

10 ผีและปีศาจชื่อกระฉ่อน!
10 ผีและปีศาจชื่อกระฉ่อน
1. กษัตริย์แฮมเล็ต
แม้จะมีผีปรากฏอยู่ในบทละครของ วิลเลียม เช็กสเปียร์ หลายตนจากหลายเรื่อง แต่กษัตริย์แฮมเล็ต เหมือนจะรู้จักกันดีที่สุดในนาม‘ผีของบาร์ด’ และเป็นส่วนประกอบสำคัญใน ‘Hamlet’ เพราะถึงแฮมเล็ตจะเป็นศูนย์กลางของเรื่องเหมือนชื่อเรื่อง แต่ถ้าหากขาดผีพ่อของเขา มันก็คงไม่มีเรื่อง

2. ฟลายอิ้งดัตช์แมน
ฟลายอิ้ง ดัตช์แมน เป็นเรือเมื่อศตวรรษที่ 17 ตามคำกล่าวของนักเดินเรือมักปรากฏเป็นแสงแปลกๆ หากใครเจอนั่นคือลางร้ายหายนะจะมาเยือน ตามตำนานเล่าว่าเรือลำนี้และลูกเรือโดนสาปเพราะกัปตันไม่ยอมรับลูกเรือและผู้โดยสารที่กำลังโดนพายุถล่ม แม้จะร้องขออ้อนวอนอย่างไรก็ตามเลยทำให้พระเจ้าไม่พอใจ สาปให้กลายเป็นเรือผี ตามรายงานบอกว่าเคยมีคนพบแถวนอกชายฝั่งแอฟริกาใต้เมื่อปี 1923 และยังเห็นกันจะจะในหนัง ‘Pirates of the Caribbean’ อีกด้วย

3. แม่มดเบลล์
ตำนานผีคลาสสิกของชนอเมริกันที่เกิดขึ้น 2 ครั้ง แถวฟาร์มของ จอห์น เบลล์ ในเทนเนสซี ระหว่างปี 1817 และ 1821 เมื่อนายเบลล์ได้ยิงสัตว์แปลกๆ ตัวหนึ่งที่เข้ามาในฟาร์มแต่มันก็หายวับไปก่อน หลายสัปดาห์ต่อมาครอบครัวของเขาก็โดนผีสิง มีเสียงประหลาดๆ เขย่าบ้านจนสั่น และทำร้ายลูกสาวของเขา นักเขียนบางรายบอกว่าแม่มดเบลล์ อย่างที่ใครๆ เรียกเป็นเรื่องจริง แต่ก็อีกฟากก็บอกมีพยานน้อยไปจนยากจะเชื่อ

4. แคสเปอร์
เด็กๆ กลัวผีกันทั้งนั้นแต่ผีเด็กนาม ‘แคสเปอร์’ จากหนังสือการ์ตูนของฮาร์วี คอมิก แตกต่างออกไป เพราะเขาก็เป็นผีเหงาๆ ไม่ค่อยจะมีเพื่อน เนื่องจากใครเห็นเป็นเผ่นไปหมดแคสเปอร์เลยต้องหาเพื่อนใหม่ๆ อยู่เสมอเคยถูกสร้างเป็นหนังคนแสดงกับแคสเปอร์ซีจีเมื่อปี 1995 จนโด่งดังและต้องมีภาคต่อตามมาในรูปของหนังวิดีโอ

5. บลัดดี แมรี
หากท่องชื่อนี้ 3 ครั้ง เด็กๆ จะได้เจอผีเพราะตำนานพื้นบ้านบลัดดี แมรี คือหญิงโหดที่ฆ่าลูกตัวเองเมื่อนานมาแล้ว ถ้าอยากเจอเธอก็แค่เข้าไปในห้องน้ำ ปิดไฟ ยืนมองที่หน้ากระจก กล่าวชื่อเธอ 3 ครั้งเท่านั้นเอง ใครอยากลองก็เรียนเชิญ

6. ผีโรงละครดรูรี เลน
มีโรงละครมากมายหลายโรงแถวโคเวนท์ การ์เดน ในเขตเวสต์เอนด์ ของลอนดอน ละครหลายเรื่องเปิดแสดงแถวนี้มากว่า 300 ปี นักแสดงมากมายเกิดขึ้น รวมทั้งเรื่องผีๆ ด้วย เพราะที่ ดรูรี เลน ลือกันว่ามีผีหลายตนสิงสู่ รวมถึงผีเหล่านักแสดง โด่งดังชวนขนหัวลุกสุดๆ ต้องยกให้ ‘ผู้ชายชุด
เทา’ หรือผีในสภาพของขุนนางติดดาบ

7. ผีนักโบกรถ
มีตำนานมากมายเกี่ยวกับผีที่ชอบมาโบกรถให้รับไปด้วย ก่อนจะหายไป เช่นเรื่องหนึ่งที่มีสองสามีภรรยากำลังขับรถตอนกลางคืน ไม่แถวมอนตานา ก็มินนิโซตา แล้วเจอเด็กหญิงตีนเปล่ากับผ้าคุมไหล่สีเขียวยืนโบกอยู่ข้างทาง แล้วสองคนก็รับเธอขึ้นมา เธอไม่พูดจาอะไร จนใครคนหนึ่งถามถึงบ้านของเธอ เด็กหญิงก็ชี้มือไปยังบ้านหลังหนึ่งที่อยู่ไกลออกไปและพอเลี้ยวรถจะไปทางนั้น เด็กหญิงก็หายวับไปเลย

8. ผีคริสต์มาส
ใน ‘A Christmas Carol’ นิยายชื่อดังของ ชาร์ลส์ ดิกเกนส์ ‘เอบีเนเซอร์ สครูจ’ ผู้ใจดำได้เปลี่ยนหัวใจตัวเองเพราะผีคริสต์มาสจากอดีตที่แสดงให้เห็นคริสต์มาสจากช่วงต่างๆ ในชีวิตของเขา และก็เหมือนกับผีอีกหลายตนที่วันๆ ไม่ได้เอาแต่แหกตาหลอกคนแต่ยังให้บทเรียนถึงมิตรภาพกับชีวิตคนเป็นๆ ได้เหมือนผีในเรื่องนี้

9. ฆ่าพ่อค้าเร่
วันหนึ่งในช่วงต้นยุค1840 ที่ไฮเดสวิลล์ ในนิวยอร์ก มีพ่อค้าเร่มาขายอุปกรณ์ในครัวให้ที่บ้านของนายและนางเบลล์ คนใช้หญิงจึงเชิญเขาเข้ามาในบ้าน และขอให้พักอยู่นั่นสัก 2-3 วัน จากนั้นเธอก็หายไปไม่มาทำงาน จนต่อมาอีกเป็นสัปดาห์ เธอก็กลับมาทำงานที่บ้านผัวเมียเบลล์อีก ก่อนจะโดนผีหลอก เพราะในครัวมีแต่อุปกรณ์ที่พ่อค้าทิ้งเอาไว้ ส่วนตัวเขาหายไปแล้ว โดยหญิงคนใช้ไม่รู้ตัวเลยว่า เธอฆ่าเขาไปแล้วโดยที่ตัวเองไม่รู้สึกตัวแต่ก่อนจะเชื่อว่านี่เป็นเรื่องจริง ขอบอกว่าขี้ฮกทั้งเพ เพราะสองพี่น้อง แม็กกี กับเคที ฟ็อกซ์ ที่อ้างว่าสามารถติดต่อกับวิญญาณได้ ยอมรับในเวลาต่อมาว่าเรื่องทั้งหมดล้วนแหกตารวมถึงเรื่องฆ่าพ่อค้าอะไรนี่ก็ด้วย

10. สลิมเมอร์
ผีสีเขียวตัวป้อมๆ ลอยไปลอยมาอยู่ในหนัง‘Ghostbuster’ ทั้งฉบับคนเป็นๆ และหนังการ์ตูนทีวี แถมยังโด่งดังจนได้เลื่อนขั้นเป็นดารานำในการ์ตูน ‘The Real Ghostbusters’ พิสูจน์อีกครั้งว่าผีกับเด็กเข้ากันได้ดี และโดยไม่ต้องหน้าตาน่ารักแบบแคสเปอร์ด้วย

สยองขวัญ

จัดอันดับ
23-01-2018 , 23:29:09
ตอบกลับ #6
  • Full Member
  • ***
  • กระทู้: 105
    • ดูรายละเอียด

10 ภาพถ่ายผีชื่อดังระดับโลก
10 ภาพถ่ายผีชื่อดังระดับโลก

1. เลดี้บราวน์
ภาพผีที่โด่งดังที่สุดนับแต่เริ่มมีการถ่ายภาพก็คือภาพนี้ที่เรียกกันว่า ‘เลดี้บราวน์’ แห่ง เรย์นแฮมฮอลล์ ถูกบันทึกไว้ในปี 1936 ที่อะพาร์ตเมนต์ของเลดี้เทาเซนด์ ซึ่งตายไปเมื่อปี 1726 และที่เห็นเป็นเงารางๆ ตรงกระไดก็เชื่อกันว่าเป็นวิญญาณของเธอ

2. เด็กหญิงในกองไฟ
19 พฤศจิกายน 1905 เกิดไฟไหม้ที่เวมทาวน์ฮอลล์ ในชรอพเชียร์ ประเทศอังกฤษ พระเพลิงเผาวอดทั้งตึกจนเหลือแต่ซาก แต่เมื่อ โทนี โอ ราฮิลลีบันทึกภาพถ่ายซากตึกจากถนนฟากตรงข้ามกลับพบเงาร่างคล้ายเด็กหญิงคนหนึ่งยืนอยู่ที่ประตู ไม่มีใครแถวนั้นรู้ว่าเธอเป็นใคร แล้วก็ไม่ใช่พนักงานดับเพลิงแน่ๆ

3. ผีแห่งเรือวอเตอร์ทาวน์
เมื่อปี 1927 เจมส์ คอร์ทนีย์ กับ ไมเคิ่ล มีแฮน โดนแก๊สจนตายขณะกำลังทำความสะอาดโกดังบนเรือวอเตอร์ทาวน์ อุบัติเหตุเกิดขึ้นขณะเรือกำลังล่องจากช่องแคบปานามากับนิวยอร์ก ซิตี้ ทั้งคู่ถูกเผากลางทะเล แล้วเรือก็แล่นต่อไป แต่ไม่กี่วันลูกเรือก็รายงานว่าพบหน้าของทั้งคอร์ทนีย์ และ มีแฮน บนท้องน้ำทะเล กัปตันเลยทำการถ่ายภาพเก็บไว้ และนี่คือหนึ่งในหน้าผีที่บันทึกมาได้ในวันนั้น?!

4. ผีศาลแฮมป์ตัน
ภาพนี้ถูกจับได้โดยกล้องวงจรปิดเมื่อปี 2003 ที่ศาลแฮมป์ตันคอร์ท พาเลซ ในลอนดอน เรื่องสยองเกิดขึ้นเมื่อสัญญาณไฟไหม้ดังขึ้นเพราะประตูถูกเปิดโดยใครก็ไม่ทราบ รปภ.จึงรีบรุดไปตรวจแล้วก็พบว่าประตูปิดเองได้เฉย โดยไม่มีใคร นอกจากภาพจากกล้องวงจรปิดที่แสดงให้เห็นใครก็ไม่รู้ใส่เสื้อคลุมยาว และเชื่อว่าน่าจะเป็นผี!

5. ผีเฟรดดี้ แจ็คสัน
ในปี 1919 มีการบันทึกภาพหมู่ของเหล่าทหารเรือในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 1 ที่โรงฝึกเดดาลัส ทุกอย่างในภาพดูปกติยกเว้นแต่ใบหน้าของ เฟรดดี้ แจ็คสันเพราะเขาเป็นนายช่างที่เพิ่งตายไปด้วยอุบัติเหตุก่อนหน้านั้นเพียงแค่ 2 วัน

6. ผีสุสานบูท ฮิลล์
เทอร์รี ไอค์ แคลนตันถ่ายภาพขาวดำเพื่อนของเขา บูทฮิลล์ เกรฟยาร์ด ที่ทูมบ์สโตน อริโซนา ในชุดแต่งกายแบบคาวบอยเหมือนบรรพบุรุษของเขาที่
สมาชิกแก๊งแคลนตัน ซึ่งเคยดวลปืนกันตายที่ โอเค คอร์รัล ในอดีต แต่เมื่อล้างรูปออกมาก็พบภาพใครบางคนในฉากหลังซึ่งไม่มีใครเห็นตอนถ่ายโผล่ขึ้นมาในลักษณะเหมือนกำลังลุกขึ้นมาจากหลุม!

7. ผู้หญิงบนม้านั่ง
ภาพนี้บันทึกมาได้จากสุสานเบชเลอร์สโกลฟ ในเบรเมน อิลลินอยส์ เมื่อปี 1991 ระหว่างการค้นคว้าของสมาคมวิจัยผี เพราะสุสานนี้รู้จักกันดีว่ารกร้างและมีผีสิง หรืออาจจะเป็นสถานที่ซึ่งมีผีสิงมากที่สุดในชิคาโกเลยก็ว่าได้ ส่วนผู้หญิงที่นั่งอยู่บนหินหลุมศพรายนี้ ตอนถ่ายไม่มีใครเห็นแต่อย่างใด

8. ผีมะนิลา
ภาพนี้ถ่ายที่ถนนในกรุงมะนิลา ประเทศฟิลลิปปินส์เห็นสิ่งแปลกปลอมได้ชัดเป็นตัวๆ จนไม่น่าเชื่อจะเป็นของจริง แต่ 2 สาวเจ้าของภาพนี้รวมถึงคนถ่ายซึ่งบันทึกด้วยกล้องดิจิตอลต่างยืนยันว่าไม่มีมีใครคนใดมายืนเกาะแขนถ่ายรูปในตอนนั้นด้วยเลยเจงๆ!

9. ผีคุณตา
ภาพนี้เป็นภาพของคุณยายรายหนึ่งที่ย้ายจากบ้านมาอยู่สถานพักคนชรา แต่เหมือนคุณยายจะไม่ได้ย้ายมาลำพัง เพราะยืนยันว่าชายคนที่เห็นโผล่อยู่ตรงด้านหลัง เป็นคุณปู่หน้าตาเหมือนสามีของเธอที่ตายจากกันไปก่อนหน้านั้นแล้ว 13 ปี!

10. ผีชมพูแห่งกรีนแคสเซิล
ภาพนี้บันทึกมาได้จากโอแฮร์ แมนชั่น ในกรีนแคสเซิล อินเดียนา หลังจากทราบว่ามีผีสิง กาย วินเตอร์ส กับ เทอร์รี แลมเบิร์ต เพื่อนของเขาเลยเข้าไปลองดีและจากการใช้กล้องหลายตัวจับภาพบริเวณหน้าต่างชั้นบน รูปร่างออกสีชมพูนี้คือสิ่งที่บันทึกมาได้ก่อนที่แมนชั่นนี้จะถูกทุบทิ้งในเวลาต่อมา

สยองขวัญ

จัดอันดับ
23-01-2018 , 23:29:28
ตอบกลับ #7
  • Full Member
  • ***
  • กระทู้: 105
    • ดูรายละเอียด

10 อันดับผีที่มีชื่อเสียง
ฤดูหนาวเป็นเวลาที่ยอดเยี่ยมสำหรับเรื่องผีที่ดี ในชั่วโมงยาวของไฟมืดและแววของเทศกาลวันหยุดก็คือทั้งหมดที่ง่ายเกินไปที่จะจินตนาการเงามีมากกว่าที่ควรจะเป็น กระดูกสันหลังส่วนใหญ่รู้สึกเสียวซ่าเรื่องราว แต่เป็นคนที่สาบานว่าจะเป็นจริง รายการต่อไปนี้เป็นของแปลก ๆ เหล่านี้ของผี: ประจักษ์เฉพาะพยานหลายคนในช่วงเวลาที่แตกต่างกันในสถานที่เดียวกัน พยานเพิ่มเติมเคารพเพิ่มเติมพยานที่ดีกว่า ไม่ว่าคุณจะเชื่อในตำนานผีหรือไม่เรื่องราวเหล่านี้จับจินตนาการ

10 Kate Morgan Hotel del Coronado
โรงแรมเดลโคโรนาโดเป็นหาดสวยงามวิคตอเรีย โรงแรม รีสอร์ท ในมาก แคลิฟอร์เนียภาคใต้ เมืองของ โคโรนาโด ทางใต้ของซานดิเอโก้ มันเป็นเพียงสี่ปีเปิดเมื่อผู้หญิงสาวสวยที่ชื่อ เคท มอร์แกนในการตรวจสอบเมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 1892 . เธอดูเหมือนไม่สบาย สำหรับเวลาที่เธอใช้เวลาในโรงแรม และในภายหลังว่าเธอทานยาขนาดใหญ่ของควินินในความพยายามที่จะทำให้เกิดการแท้งบุตร ของเด็กที่ไม่พึงประสงค์ ที่เธอกังวลไม่มี อาร์กิวเมนต์ ดังนั้นเมื่อเธอพบข้างนอกขั้นตอนที่นำไปสู่ชายหาดในวันที่ 29 พฤศจิกายน มีรูกระสุนเดียวในวัด และปืนที่ใกล้เคียงความตายได้อย่างรวดเร็วการฆ่าตัวตาย จากจุดนั้น ปรากฏการณ์แปลกที่ได้รับรายงานว่า ที่โรงแรม : เสียงประหลาด , ไฟกระพริบในและนอก , และแม้แต่ผีผู้หญิงนุ่งเป็นครั้งคราวในวิคตอเรียเดินโถง เป็นมูลค่า noting ในงานวิจัยของฉันเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า จํานวนเฉพาะห้องที่ส่วนใหญ่ของปรากฏการณ์จะเห็นแตกต่างไปจากบัญชีบัญชี ไม่ว่าเพราะบัญชีเป็นมือสอง ( และหลายคน ) หรือ ว่า มีความสับสน เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของห้องเลขที่มากกว่าปีที่ผ่านมาเนื่องจากโรงแรมได้ขยาย ฉันพูดไม่ได้

9 Ghosts of the Stanley Hotel
ถ้าคุณพักที่สแตนเลย์ในเอสเทสพาร์ค โคโลราโด และเปิดช่อง 42 ของโทรทัศน์ของคุณห้องพัก คุณจะสามารถชมภาพยนตร์ที่ชื่นชอบของฉันตลอดกาลอย่างใดอย่างหนึ่ง: การส่อง ไม่ว่าสิ่งที่เวลาของวัน หรือคืน หรือปีที่เรื่อง มันอยู่เสมอ ที่ไม่ได้เหนือธรรมชาติ ของหลักสูตรเพียงพยักหน้ากับบทบาทของตนเป็นแรงบันดาลใจสำหรับนวนิยายของสตีเฟนคิง รายงานพนักงานได้ยินแรมของปาร์ตี้ในห้องบอลรูมแกรนด์เมื่อไม่มีใครมี สามารถได้ยินเสียงเด็กเล่นในห้องโถงเมื่อมีเด็กไม่ทั้งหมด และหลายท่านได้รายงานการเห็นตัวเลขที่น่ากลัวในห้องเวลากลางคืน ยืน ดูเพียง ชั้น 4 น่าจะ เป็นเจ้าภาพจำนวนกิจกรรมส่วนใหญ่ และมีหนึ่งผีโดยเฉพาะอย่างยิ่ง เตาย่างพระ Dunraven เจ้าของเดิมของที่ดินสร้างพัก ที่สามารถเห็นยืนเตียง หรือมองออกไปนอกหน้าต่างของห้อง 407 เขากันอย่างแพร่หลายคือตำหนิเครื่องประดับหรือของมีค่าที่มีหายไปหายไปในปี

8 The Brown Lady Raynham Hall
แรนแฮมฮอลล์ในนอร์โฟล์คอังกฤษเป็นบ้านที่เรื่องของหนึ่งในภาพถ่ายผีที่มีชื่อเสียงมากที่สุดที่เคยจับเลดี้บราวน์ตั้งชื่อให้เพราะเธอปรากฏอยู่ในชุดสีน้ำตาลที่อุดมไปด้วยผ้า เธอเป็นที่เชื่อกันอย่างกว้างขวางเป็นเลดี้โดโรธีวอลโพลน้องสาวของเซอร์โรเบิร์วอล์ที่แต่งงานกับชาร์ลส์ที่ 2 นายอำเภอเฮนด์ใน 1713. เธอเสียชีวิตในเหตุการณ์ลึกลับใน 1726 และสัมภาษณ์ของเธอเริ่มไม่นานหลังจากที่ แม้ว่ารายงานการพบเห็นได้จางหายไปอย่างมากตั้งแต่ภาพถูกถ่ายในปี 1936 สัมภาษณ์ก่อนหน้านั้นได้รับรายงานจากแหล่งที่มีชื่อเสียงบางอย่างเป็นธรรม บัญชีที่ฉันชอบคือจากเมเจอร์ Loftus ซึ่งพักอยู่ที่ห้องโถง Raynham ใน 1849 ถอนตัวไปนอนคืนหนึ่งเขาและเพื่อนที่ชื่อฮอว์กินสังเกตเห็นผู้หญิงคนหนึ่งในผ้าสีน้ำตาลที่หายไปขณะที่พันตรี Loftus เข้าหาเธอ มุ่งมั่นที่จะเผชิญหน้ากับผี, ในคืนถัดไปเขากลับไปที่จุดเดียวกันเธอและเห็นเธออีกครั้ง เขาก็ตกใจที่จะเห็นอย่างไรว่าเมื่อเขามองไปที่ใบหน้าของเธอที่เขาเห็นเพียงสองซ็อกเก็ตสีดำที่ตาของเธอควรจะได้รับ ทำให้ไม่สงบที่จะพูดน้อย!

7 Clifton Hall
หากคุณมีอะไหล่ 2,750,000 ?วางรอบ ๆ คุณสามารถเป็นเจ้าของความภาคภูมิใจของคลิฟตันฮอลล์ในน็อตติงแฮมประเทศอังกฤษ ทรัพย์สินที่ถูกตั้งข้อสังเกตไกลกลับเป็นศตวรรษที่ 11 และอยู่ในมือของครอบครัวคลิฟตันจากศตวรรษที่ 13 จนถึงการขายในปี 1958 จากนั้นมันก็กลายเป็นโรงเรียนแล้วโรงเรียนอื่นแล้วโรงเรียนอื่นแล้วชุดที่วางแผนไว้ อพาร์ทเมนหรูก่อนที่จะปักหลักเป็นที่อยู่อาศัยภาคเอกชนส่วนใหญ่เมื่อเร็ว ๆ นี้เป็นของนายอันวาร์รอชิดภรรยาของเขาและลูก ๆ ทั้งสี่ มันภูมิใจ 17 ห้องนอน 10 ห้องน้ำ 10 ห้องรับแขก, ห้องออกกำลังกายส่วนตัวและโรงภาพยนตร์ Oh, และไม่กี่ผีของหลักสูตร ครอบครัว Rashid ประสบการณ์ปรากฏการณ์ไม่สงบในคืนแรกของพวกเขาในบ้านในรูปแบบของเสียงเคาะและเสียงของผู้ชายคนหนึ่งเรียก“สวัสดีใครมี?” หนึ่งในปรากฏการณ์อันวาร์ภรรยาของ Nabila, มาชั้นล่างเพื่อเตรียมความพร้อมนมเป็นเวลา 18 เดือนลูกชายวัยของพวกเขาที่ 05:00 ในตอนเช้าและสังเกตเห็นลูกสาวคนโตของเธอนั่งอยู่หน้าโทรทัศน์ เมื่อโทรออกไปของเธอทำให้ไม่มีคำตอบ Nabila มีความรู้สึกที่แปลกและเดินกลับไปที่ห้องชั้นบนของลูกสาวของเธอที่พี่คนโตก็พบว่ายังคงหลับไปอย่างรวดเร็วในเตียงของเธอ Rashids หนีบ้านหลังนี้ 8 เดือนของการวางกับ Hauntings แม้ว่าบัญชีของพวกเขาเป็นที่ผ่านมามากที่สุดและง่ายที่สุดที่จะพบในระหว่างการวิจัยมีการได้รับข่าวลือและการสัมภาษณ์ในสถานที่ให้นานที่สุดเท่าที่ทุกคนสามารถจำรวมทั้งเด็กทารกร้องไห้และผู้หญิงคนหนึ่งที่อาจจะเห็นผ่านการเว้นระยะหน้าต่างในห้องพักที่มีให้ ถูกปิดตายและไม่สามารถเข้าถึง เมื่อโทรออกไปของเธอทำให้ไม่มีคำตอบ Nabila มีความรู้สึกที่แปลกและเดินกลับไปที่ห้องชั้นบนของลูกสาวของเธอที่พี่คนโตก็พบว่ายังคงหลับไปอย่างรวดเร็วในเตียงของเธอ Rashids หนีบ้านหลังนี้ 8 เดือนของการวางกับ Hauntings แม้ว่าบัญชีของพวกเขาเป็นที่ผ่านมามากที่สุดและง่ายที่สุดที่จะพบในระหว่างการวิจัยมีการได้รับข่าวลือและการสัมภาษณ์ในสถานที่ให้นานที่สุดเท่าที่ทุกคนสามารถจำรวมทั้งเด็กทารกร้องไห้และผู้หญิงคนหนึ่งที่อาจจะเห็นผ่านการเว้นระยะหน้าต่างในห้องพักที่มีให้ ถูกปิดตายและไม่สามารถเข้าถึง เมื่อโทรออกไปของเธอทำให้ไม่มีคำตอบ Nabila มีความรู้สึกที่แปลกและเดินกลับไปที่ห้องชั้นบนของลูกสาวของเธอที่พี่คนโตก็พบว่ายังคงหลับไปอย่างรวดเร็วในเตียงของเธอ Rashids หนีบ้านหลังนี้ 8 เดือนของการวางกับ Hauntings แม้ว่าบัญชีของพวกเขาเป็นที่ผ่านมามากที่สุดและง่ายที่สุดที่จะพบในระหว่างการวิจัยมีการได้รับข่าวลือและการสัมภาษณ์ในสถานที่ให้นานที่สุดเท่าที่ทุกคนสามารถจำรวมทั้งเด็กทารกร้องไห้และผู้หญิงคนหนึ่งที่อาจจะเห็นผ่านการเว้นระยะหน้าต่างในห้องพักที่มีให้ ถูกปิดตายและไม่สามารถเข้าถึง

6 The White Lady Balete Drive
โอ้ผีของฟิลิปปินส์! เลดี้ในสีขาวคือไม่ต้องสงสัยชนิดที่พบมากที่สุดของผีที่ใดก็ได้ในโลกและร่วมรายการซักผ้าของวิญญาณในฟิลิปปินส์สำหรับเรื่องนี้ ฉันจะบอกว่าในการวิจัยฉันได้เจอกับทั้งสองบัญชีจากชาวบ้านของเกซอนซิตี, ฟิลิปปินส์ที่บอกว่านี้เป็นเพียงการหลอกลวง แต่ฉันจะยึดติดอยู่กับความเห็นส่วนใหญ่ว่ามีอะไรบางอย่างที่มี ศรัทธารายงานหญิงในสีขาวที่มีผมยาวสีดำและใบหน้าอย่างใดอย่างหนึ่งของเธอสมบูรณ์หรือเปล่าบดบังด้วยเลือดยืนอยู่ตรงกลางของถนนบน Balete ไดรฟ์ที่ มันบอกว่าคุณควรหลีกเลี่ยงการขับรถในเวลากลางคืนมี - แต่ถ้าคุณทำตรวจสอบให้แน่ใจเบาะหลังของคุณเต็มไปด้วยผู้โดยสาร เห็นได้ชัดว่ามันอยู่ในที่นั่งด้านหลังว่างเปล่าที่เลดี้สีขาวจะนั่งผูกปมที่พบโดยคนขับรถที่โชคร้ายในมุมมองด้านหลังของพวกเขาหลังจากที่พวกเขาได้สัมผัสกับความรู้สึกที่น่ากลัวเป็นลางไม่ดี

5 Chloe and The Myrtles Plantation
ตำนานมีว่าโคลอี้เป็นทาสในบ้านของ Myrtles Plantation ในเซนต์แฟรนซิส, หลุยเซียที่มีนิสัยที่ไม่ดีของการฟังที่รูสลักที่จะย่างเท้าบนของผู้อยู่อาศัย จับวันหนึ่งในการกระทำโดยต้นแบบของบ้านเขา lopped ปิดหูของเธอเป็นการลงโทษบังคับให้เธอสวมผ้าพันคอสีเขียวหัวของเธอเพื่อให้ครอบคลุมแผล เป็นการลงโทษที่เธออบเค้กที่มีใบยี่โถพืชที่พบมากในภาคใต้ที่เป็นพิษอย่างมาก แม้ว่าต้นแบบของบ้านที่เป็นเป้าหมายของเธอตกเป็นเหยื่อของเธอกลายเป็นภรรยาและลูกสาวสองคนของเขาที่เสียชีวิตในความทุกข์ทรมานสองสามวันที่หลังจากที่กินเค้ก Chloe หนีบ้านและถูกรุมประชาทัณฑ์ทาสฟิลด์ในไร่สำหรับแสงชั่วร้ายที่เธอโยนในส่วนที่เหลือของ them.Fortunately หรือไม่ไม่มีหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่จะกลับขึ้นเรื่องนี้เป็นเพียงภาพที่น่าสนใจ จริงหรือไม่ (อาจจะไม่ได้) มีแน่นอนความอุดมสมบูรณ์ของผีอื่น ๆ เพื่อให้ บริษัท ของคุณรวมถึงเด็กสาวที่เห็นบ่อยในกระจกบนบันไดและอื่น ๆ เด็กสาวที่สวดวูดูมากกว่าคนที่กล้าที่จะนอนหลับอยู่ในห้องของเธอ Myrtles ปัจจุบันเป็นที่พักและอาหารเช้าที่ให้ทัวร์ปกติให้กับผู้ที่อยากรู้อยากเห็นมากพอที่จะต้องการที่จะเห็นบ้านพักเพียงแค่ไม่ได้คนเดียวหลังจากที่มืด

4 Resurrection Mary
การท่องเที่ยวภาคตะวันออกเฉียงเหนือในอาร์เชอร์เลนระหว่างห้องบอลรูมและวิลโลว์บสุสานฟื้นคืนชีพในความยุติธรรม, Illinois, ชายหนุ่มอาจพบว่าตัวเองอยากจะรับหญิงสาวรอนแรมบนด้านข้างของถนน เธอมีผมสีบลอนด์แสงและตาสีฟ้าสวมชุดงานปาร์ตี้สีขาวและได้ตายตั้งแต่ปี 1930 หากคุณเลือกเธอขึ้นเธอจะหยุดคุณในหน้าของการฟื้นคืนชีพสุสานและหายไปจากรถ เธอเป็นตัวอย่างคลาสสิกของตำนานโบกรถที่หายไป, ประเภทของเรื่องผีที่ได้รับรอบเป็นเวลาอย่างน้อยไม่กี่ร้อยปี สิ่งที่ทำให้คนนี้ที่โดดเด่นเพื่อให้เป็นความสอดคล้องของ story- สาวที่มีลักษณะเดียวกันสวมชุดเดียวกันหายไปในจุดเดียวกัน นอกจากนี้ยังมีเรื่องราว noting มูลค่าของโบกนี้โดยเฉพาะโผล่ขึ้นมาอย่างกระทันหันในวัยสามสิบกลางและได้รับการแข็งแกร่งนับตั้งแต่ และไม่เพียง แต่สำหรับผู้ที่อยู่ในความรู้ บัญชี 1973 จากเห็นคนขับรถแท็กซี่สอบถามที่เชษฐ์ Melody Lounge ข้ามถนนจากสุสานเกี่ยวกับเด็กสาวที่หนีรถแท็กซี่ของเขาโดยไม่ต้องจ่ายค่าโดยสารของเธอที่ เพียงคำอธิบายของเขาของเธอฟังดูยิ่งใหญ่คุ้นเคยกับลูกค้า: คืนชีพแมรี่ได้หลงอีกครั้ง!

3 The Flying Dutchman
มันเป็น 1641 เมื่อกัปตัน Hendrik แวนเดอร์ Decken สาบานว่าเขาจะรอบแหลมกู๊ดโฮถ้ามันเอาเขาจนถึงวันโลกาวินาศ ในอัตราปัจจุบันของเขาก็อาจจะ เรือของกัปตันที่รู้จักในฐานะบิน Dutchman ได้รับการเห็นบ่อย ๆ บริเวณรอบ ๆ เรือผีมักจะปิดพยานจะสาบานมันเป็นหลักสูตรความผิดพลาดสำหรับเรือของพวกเขาเท่านั้นที่จะเห็นมันหายไปก่อนหน้าพวกเขา มันถูกมองว่าเคยเป็นที่เป็นลางร้ายที่จะเห็นเรือ ดังกล่าวเล็งเห็นในอนาคตกษัตริย์จอร์จของอังกฤษในปี 1881 เขาเขียนว่า:“ในตอน 04:00 เนเธอร์แลนด์บินข้ามคันธนูของเรา ไฟสีแดงแปลกที่ของเรือผีอิ่มเอิบทั้งหมดในท่ามกลางของการที่แสงเสากระโดงเสากระโดงและใบเรือสำเภา 200 หลาที่ห่างไกลออกมายืนในการบรรเทาแข็งแกร่งขณะที่เธอขึ้นมาบนคันธนูพอร์ต” ต่อมาในเช้าวันนั้นทหารเรือซึ่ง แต่เดิมเห็นเรือลดลงไปสู่ความตาย

2 Abraham Lincoln
ตำนานเล่าลินคอล์นเห็นชะตากรรมของเขาก่อนที่เขาจะถูกลอบสังหาร เขารายงานความฝันที่จะตู้เก็บของที่เขาเดินเข้าไปในงานศพที่บ้านสีขาวและเมื่อเขาถามอย่างใดอย่างหนึ่งของผู้มาร่วมไว้อาลัยผู้เสียชีวิตชายคนนั้นตอบว่า“กรรมการผู้จัดการใหญ่ ... เขาถูกฆ่าตายโดยฆาตกร.” ผีลินคอล์นมี ถูกพบโดยผู้เข้าชมจำนวนมากและอาศัยอยู่ในบ้านสีขาวในหมู่พวกเขาสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งของเกรซคูลิดจ์ราชินีวิลเฮลของเนเธอร์แลนด์และแม้กระทั่งวินสตันเชอร์ชิลล์ที่แน่นอนมีอะไรบางอย่างชาญฉลาดในการพูดในโอกาส เขาอ้างว่าเขาจะสดจากห้องอาบน้ำในภาพเปลือย (สิ่งที่ภาพ!) เดินเข้ามาในห้องนอนเมื่อเขาเห็นลิงคอล์นยืนอยู่ใกล้เตาผิง เขาเหน็บ“เย็นดีนาย คุณดูเหมือนจะมีฉันที่เสียเปรียบ.” หลังจากที่ลิงคอล์นยิ้มเบา ๆ และหายไป

1 Anne Boleyn
ภรรยาคนที่สองของเฮนรี่และแม่ของอนาคตที่สมเด็จพระราชินีเอลิซาเบผมแอนน์โบลีนมีสามปีเป็นมเหสีก่อนที่เฮนรี่เบื่อของเธอ ที่ถูกกล่าวหาว่า (นักประวัติศาสตร์ส่วนใหญ่เห็นตู่) ชู้เพศและคาถาเธอเผชิญหน้ากับดาบของเพชฌฆาตกับหัวของเธอจัดขึ้นที่สูงในวันที่ 19 พฤษภาคม 1536 เพชฌฆาตรายงานได้กล่าวว่า“เป็นดาบของฉันอยู่ที่ไหน?” ก่อนที่จะโดดเด่นตีเพียงครั้งเดียวที่จำเป็น เห็นได้ชัดในความพยายามที่จะบรรเทาความคาดหมายของแอนน์โดยการของเธอคิดว่าเธอมีช่วงเวลาไม่กี่ more.Her ผีได้รับการเห็นคนที่แตกต่างกันในสถานที่ที่แตกต่างกันหลายประการ: Hever ปราสาท Blickling Hall โบสถ์ลาซาล, Marwell ฮอลล์และบางทีอาจจะมีชื่อเสียงมากที่สุด หอคอยลอนดอน. แม้ว่าเธอจะเห็นบ่อยที่สุดเช่นเดียวกับที่เธอเป็น alive- หญิงสาวสวยใน gown- สวยงามปรากฏการณ์บางอย่างที่เป็นบิตเพิ่มเติม upsetting บุคคลที่โชคร้ายมากขึ้นจะเห็นเธอในขณะที่เธอเป็นเพียงหลังจากหัวขาด death- มักจะมีหัวซุกใต้แขนข้างหนึ่ง มันได้กลายเป็นเช่นภาพสัญลักษณ์มันก็มักจะล้อเลียนในภาพยนตร์และโทรทัศน์, และอื่น ๆ อย่างละเอียดฮาโลวีนเครื่องแต่งกาย หนึ่งต้องไม่ลืม แต่สิ่งที่คุณจะคิดว่าถ้าวิสัยทัศน์ดังกล่าวเดินเข้ามาใกล้คุณในบางทางเดินมืดในคืนหนึ่ง

6 ตำนานผีของภาคเหนือ
5 อันดับผีตามความเชื่อของคนอีสาน
10 ตำนานผีอาเซียนประเทศเพื่อนบ้านสุดสยอง
ตำนานผีญี่ปุ่น
เล่าเรื่องสยองขวัญ นั่งซากหวาดผวา ศพล่อเสือ
เล่าเรื่องผี มาเอาแม่ผมไปทำไม
วิญญาณอาฆาต
เล่าเรื่องสยองขวัญ เจอดีตอนธุดงค์
เล่าเรื่องสยองขวัญ สโมสรร้าง
เล่าเรื่องสยองขวัญ แดนพิศวง
เล่าเรื่องสยองขวัญ แรงงานต่างด้าว
บ้านหลอนแดนนรก
10 สุดยอดเรื่องเล่าสยองขวัญเดอะช็อค
25 การทรมานสุดโหดในประวัติศาสตร์

23-01-2018 , 23:29:42
ตอบกลับ #8
  • Full Member
  • ***
  • กระทู้: 105
    • ดูรายละเอียด

เดวิด เบอร์โควิทซ์ ฆาตกรต่อเนื่องแห่งนิวยอร์ค



กลางดึกในย่านบรองซ์ของมหานครนิวยอร์ค ดอนน่า ลอเรีย สาวน้อยวัย 16 ปี กำลังนั่งคุยกับเพื่อนชายอยู่ในรถ จู่ๆ ก็มีชายคนหนึ่งเดินตรงมาหาแล้วชักปืนออกมากระหน่ำยิงใส่เธอถึง 5 นัด เลือดของดอนน่า ลอเรีย กระจายไปทั่วทั้งรถ เธอขาดใจตายทันที ในขณะที่เพื่อนชายได้รับบาดเจ็บสาหัส...นั่นคือเหยื่อคนแรกที่ต้องสังเวยชีวิตให้กับความบ้าคลั่งของเดวิด เบอร์โควิทซ์ ฆาตกรต่อเนื่องที่มุ่งฆ่าหญิงสาวโดยเฉพาะ

ในตอนแรกตำรวจเชื่อว่าคดีนี้น่าจะเป็นฝีมืออันธพาลประจำถิ่น เพราะย่านบรองซ์ขึ้นชื่อลือชาเรื่องความโหดเถื่อน มีเหตุตีรันฟันแทงกันเป็นประจำอยู่แล้ว แต่อีกสามเดือนต่อมาก็เกิดเหตุการณ์เดียวกันขึ้นกับ โรสแมรี่ คีแกน ซึ่งกลับจากงานปาร์ตี้พร้อมเพื่อนชาย ก่อนที่ทั้งสองจะลงจากรถ ชายคนหนึ่งก็ปรากฏตัวขึ้นแล้วจ่อยิงเขาไปในระยะเผาขน เพื่อนชายของโรสแมรี่ถูกยิงเข้าที่ศรีษะ ส่วนโรสแมรี่รอดคมกระสุนไปได้อย่างปาฏิหาริย์ เธอจึงตัดสินใจเหยียบคันเร่งพารถหนีฆาตกรทันที

ต่อมาในตอนค่ำวันที่ 26 พฤศจิกายน 1976 ดอนน่า เดมาซี่ และเพื่อนสาว โจแอนน์ โลมิโน ถูกชายคนหนึ่งที่ทำทีเข้ามาถามทางเปิดฉากกราดยิงใส่ ดอนน่าบาดเจ็บเล็กน้อย ส่วนโจแอนน์โชคร้ายกระสุนพุ่งเข้าเจาะกระดูกสันหลัง ต้องกลายเป็นอัมพาตเดินไม่ได้ไปตลอดชีวิต จากนั้นอีกหนึ่งเดือนต่อมา เศรษฐีนีสาว คริสติน ฟรอยด์ก็ถูกยิงตายในลักษณะเดียวกัน คือไม่รู้ที่มาที่ไปคนร้าย ไม่มีเหตุจูงใจ และไม่มีใครได้รับผลประโยชน์จากการตายของเธอ ทุกคดีมีความคล้ายกัน ทำให้ตำรวจจับทางได้ว่ามหานครนิวยอร์กกำลังเผชิญหน้ากับฆาตกรต่อเนื่องเข้าให้แล้ว



สามเดือนหลังจากคดีของคริสติน่า ในเย็นวันอังคารที่ 8 มีนาคม 1977 ระหว่างที่เวอร์จิเนีย วอสเคอริเชี่ยน นักศึกษาสาวชาวบัลแกเรียกำลังเดินกลับบ้านตามปกติ ก็มีผู้ชายคนหนึ่งเดินสวนมา พอได้ระยะประชิด ชายแปลกหน้าก็ชักปืนจ่อยิงที่หัวของเธอทันที เวอร์จิเนียรีบยกหนังสือขึ้นบังตามสัญชาตญาณ แต่กระสุจก็พุ่งทะลุหนังสือเล่มหนาเจาะเข้ากลางหน้าผากจนเวอร์จิเนียล้มลงขาดใจตายคาที่ ในตอนหน้าสิ่วหน้าขวานนั้นเอง บังเอิญฝั่งตรงข้ามมีชายหนุ่มคนหนึ่งเดินผ่านมา แต่แทนที่ฆาตกรจะสาดกระสุนใส่เขาเหมือนที่ทำกับเวอร์จิเนีย คนร้ายกลับยิ้มให้แล้วทักหน้าตาเฉยว่า "สวัสดี" เหตุการณ์นี้ทำให้ตำรวจมั่นใจว่าคนร้ายจะเลือกฆ่าเฉพาะผู้หญิงเท่านั้น พยานผู้เห็นเหตุการณ์ได้บรรยายรูปพรรณสัณฐานของคนร้ายอย่างละเอียด จนพอจะจินตนาการออกว่าเจ้าฆาตกรต่อเนื่องน่าจะเป็นชายผิวขาว อายุประมาณ 25-30 ปี สูงประมาณ 6 ฟุต รูปร่างสันทัด และมีผมสีเข้ม แต่นอกเหนือจากนี้ก็ไม่มีใครให้เบาะแสที่เป็นประโยชน์ได้อีกเลย



ข่าวฆาตกรต่อเนื่องออกอาละวาด สร้างความหวาดผวาและลุ้นระทึกไปทั่วนิวยอร์ค แต่ไปๆ มาๆ คนที่ลุ้นที่สุดกลับเป็นตัวฆาตกรเอง เมื่อรออยู่นานตำรวจก็ยังไม่สาวมาถึงตัวสักที ฆาตกรร้ายก็หมดความอดทนจึงลงมือสังหารโหดอีกครั้งในวันที่ 17 เมษายน 1977 และทิ้งจดหมายท้าทายแนบทิ้งไว้กับศพของเหยื่อว่า "ผมรู้สึกเจ็บปวดที่พวกคุณบอกว่าผมเกลียดผู้หญิง เปล่าเลยผมไม่ใช่สัตว์ร้าย ผมเป็นเพียงลูกชายของแซม เมื่อไหร่ก็ตามที่แซมดื่มหนักเขาจะร้ายกาจมาก เขาจะตบตีครอบครัว บางครั้งก็จะจับผมมัดไว้หลังบ้านหรือไม่ก็โรงรถ แซมชอบดื่มเลือด เขาจึงสั่งให้ผมออกไปหาเลือดให้ อย่างไรก็ตามเพื่อที่จะหยุดผม พวกคุณต้องฆ่าผมเสีย ฟังให้ดีพวกตำรวจ ยิงผมเสียหรือไม่ก็ไสหัวไปให้พ้นทางผม

จดหมายฉบับนี้ถูกตำรวจเก็บเงียบเป็นความลับ แต่ไม่นานจดหมายอีกฉบับที่มีเนื้อหาคล้ายกันก็ถูกส่งไปยังนักข่าวหนังสือพิมพ์ ทำให้ชาวนิวยอร์คได้รับรู้ถึงความบ้าของฆาตกรกันถ้วนหน้า ขณะเดียวกันการฆ่าต่อเนื่องก็ยังดำเนินไปไม่ขาดสาย เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 1977 เวลาตีสาม จูดี้ พลาซิโด และเพื่อนชาย ซาลวโตเร ลูโป ถูกกระสุนปริศนา 4 นัดยิงเข้าใส่หลังจากกลับจากดิสโกในย่านควีนส์ ทั้งคู่โชคดีที่เพียงแค่บาดเจ็บสาหัส แต่ก็รอดมาได้หลังจากรักษาตัวกันอยู่นาน

31 กรกฎาคม 1977 เวลาเช้าตรู่ สเตซี่ มอสโกวิทซ์ กับแฟนหนุ่ม บ๊อบบี้ ไวโอเลนเต ถูกยิงระหว่างกำลังจู๋จี๋กันอยู่ในรถ สเตซี่ตายทันที ส่วนบ๊อบบี้แม้จะรอดชีวิตมาได้แต่ก็ต้องเสียตาข้างซ้ายไปข้างหนึ่ง ความอุกอาจของฆาตกรทำให้ความหวาดกลัวยิ่งกระจายตัวออกปกคลุมนิวยอร์ค แต่ไม่ว่าฆาตกรจะเก่งแค่ไหน ถ้าลงมือสำเร็จหลายครั้งติดต่อกันแล้ว คนร้ายก็มักจะชะล่าใจจนทำผิดพลาดเสมอ ตอนลงมือฆ่าสเตซี่ คนร้ายย่ามใจขนาดหนักจนไม่รอให้มืดก่อนอย่างทุกที หญิงวัยกลางคนชื่อ คาซซิลเลีย เดวิส เพื่อนบ้านของสเตซี่จึงแอบเห็นหน้ามือปืนได้ถนัดตา

คาซซิลเลียเล่าว่าเธอประจวบเหมาะเดินสวนกับคนร้าย แต่พอเห็นปืนในมือเขา เธอก็รีบหลบเข้าบ้านแทบไม่ทัน จากนั้นพอเสียงปืนดังขึ้น คาซซิลเลียก็รีบไปแอบมองทางหน้าต่างก็ได้เห็นชายคนเดิมกำลังดึงใบสั่งจราจรออกจากหน้ารถแล้วขับหนีไป พอได้เงื่อนงำสำคัญ ตำรวจจึงรีบติดต่อไปที่สำนักงานจราจรให้ค้นหาว่ามีใครถูกออกใบสั่งในวันเวลานั้นบ้าง และใบสั่งใบนั้นนั่นเองที่เป็นจุดจบของ "เดวิด เบอร์โควิทซ์" ปีศาจฆาตกรนักฆ่าต่อเนื่องแห่งนิวยอร์ค

เดวิด เบอร์โควิทซ์ เป็นเด็กกำพร้าที่ถูกสองสามีภรรยาชาวยิว เน็ต และเพิร์ล เบอร์โควิทซ์ รับไปอุปการะ เขาเติบโตขึ้นมาในสภาพที่รู้ดีว่าตัวเองเป็นลูกกาฝาก เดวิดจึงเป็นเด็กก้าวร้าว อารมณ์ร้าย ชอบตัดสินปัญหาด้วยกำลัง ขณะเดียวกันก็รักและบูชาพ่อแม่ยุญธรรมสุดหัวใจ ถ้าหากเน็ตและเพิร์ลยังมีชีวิตอยู่ ชีวิตของเดวิดก็อาจไม่ต้องเป็นอย่างนี้ แต่โชคร้ายที่เพิร์ลตายไปเสียก่อนด้วยโรคมะเร็งทรวงอกในปี 1967 ส่วนเน็ตก็แต่งงานใหม่ ทำให้เดวิดหมดที่พึ่งทางใจ กลายเป็นเรือที่ไร้หางเสือจะควบคุมชีวิตตนเอง

ในปี 1971 เดวิดถูกเกณฑ์ไปเป็นทหาร เขาจึงได้มีโอกาสฝึกใช้อาวุธปืน และได้ชื่อว่าเป็นนักแม่นปืนมือฉมัง เป็นไปได้ว่าการเห็นเป้านิ่งแหลกกระจุยคามืออาจไปกระตุ้นจิตใต้สำนึกแห่งการฆ่าของเดวิดขึ้นเงียบๆ ยิ่งไปกว่านั้นหลังปลกประจำการ โชคชะตาก็ชักำาให้เขาได้เจอกับแม่ที่แท้จริงและพี่สาวต่างพ่อเข้า ทั้งคู่พยายามเข้ามาดูแลชดเชยเวลาที่หายไปให้เขาอย่างสุดความสามาถ แต่ก็สายเกินไปเสียแล้ว จิตใจของเดวิดซึ่งชอกช้ำกับการล้อเลียนถูกด่าว่าเป็ยลูกที่ถูกทิ้งมาตั้งแต่จำความได้ ไม่สามารถให้อภับมารดาบังเกิดเกล้า ยิ่งแม่ทำดีกับเขาเท่าไหร่ เขาก็ยิ่งเกลียดเธอ เกลียดพี่สาว และสุดท้ายก็เกลียดชังผู้หญิงทั้งโลก

ความเกลียดที่สุมอยู่ในอกกระพือแรงขึ้นทุกวัน จนเดวิดแทบจะทนความบ้าคลั่งของมันไม่ไหว ครั้งหนึ่งเขาต้องเขี่ยนไประบายความอัดอั้นกับเน็ต ส่วนในห้องพักของเขาเองมีลายมือเจ้าตัวเขียนไว้ลวกๆ บนกำแพงว่า "ในความกระหายเลือด ผมอยากจะฆ่าใครสักคน ผมอยากกลับไปเป็นเด็กอีกครั้งเพื่อฆ่าให้สิ้นซาก"

ปฏิบัติการสังหารของเดวิดเกิดขึ้นครั้งแรกในวันคริสต์มาสปี 1975 เขาซื้อมีดล่าสัตว์มาเล่มหนึ่ง  ตระเวนขับรถไปเรื่อยๆ ท่ามกลางความเงียบของราตรีกาล จนกระทั่งเห็นหญิงสาวคนหนึ่งเดินออกมาจากร้านขายของชำ เขาก็ตรงเข้าไปแทงเธอทางด้านหลัง จากนั้นก็ขับรถต่อไป พอเจอเหยื่อรายที่สองก็ลงมือเหมือนกับรายแรก เหยื่อสาวทั้งสองคนนี้ไม่ถึงกับตาย แต่การได้เห็นเลือดสดๆ ได้มองเธอร้องครวญครางด้วยความเจ็บปวดก็ทำให้เดวิดสบายใจอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน

เดวิดเสพติดความรู้สึกนี้เข้าเต็มเปา เขาจึงลงมือล่าอย่างจริงจังโดยหันไปยึดอาชีพขับรถแท๊กซี่ เพื่อจะได้ตระเวนหาเหยื่ออย่างไม่ผิดสังเกต เขาเพลิดเพลินกับการฆ่าเสียจนตั้งใจว่าจะทำไปตลอดชีวิต ถ้าไม่ถูกจับตัวได้เสียก่อน ก็คงมีหญิงสาวอีกหลายสิบรายต้องสังเวยชีวิตให้กับผู้ร้ายเลือดเย็นคนนี้



หลังจากถูกจับ เดวิดไม่ถูกประหารชีวิตอย่างที่ทุกคนเข้าใจ เพราะคณะลูกขุนเชื่อว่าเขามีอาการป่วยทางจิต อย่างไรก็ตามเขาถูกตัดสินจำคุกถึง 365 ปี ระหว่างอยู่ในเรือนจำเดวิดได้เขียนหนังสือถ่ายทอดประสบการณ์จริงออกมา ซึ่งก็ติดอันดับหนังสือขายดี ทำเงินให้เขาถึง 200,000 ดอลลาร์ (6,000,000 บาท) เลยทีเดียว

ที่มา นิตยสาร LIVE

10 สถานที่สุดแห่งความสยองขวัญ



คุณกำลังก้าวเข้าสู่โลกแห่งตำนานลึกลับ เรื่องราวภูติผีและประสบการณ์น่ากลัว ท้าทายความตายและขอต้อนรับสู่เส้นทางแห่งอาถรรพ์ ขอต้อนรับสู่ 10 สถานที่ที่น่ากลัวที่สุดในโลก
สามเหลี่ยมเบอร์มิวด้า
หนึ่งในสถานที่ลึกลับที่สุดในโลกคือสามเหลี่ยมในตำนานแห่งทะเลที่อยู่ระหว่าง 3 จุดในมหาสมุทรแอตแลนติก เปอร์โตริโก ฟลอริด้า และเบอร์มิวด้า ในช่วงศตวรรษที่ผ่านมามีคนอย่างน้อย 1,000 คนเสียชีวิตที่นี่ เรือและเครื่องบินมากกว่า 100 ลำสูญหายไปโดยไร้ร่องรอย ขอต้อนรับสู่สามเหลี่ยมเบอร์มิวด้าปลายทางสยองขวัญอันดับที่ 10 คำอธิบายถึงวัตถุจำนวนมากสูญหายไปในบริเวณสามเหลี่ยมมีตั้งแต่พืชยักษ์ ระเบิดลูกไฟ ถูกสัตว์ประหลาดโจมตี มิติเวลาแปรปรวน และต่างดาวลักพาตัว ด้วยเหตุนี้จึงอาจแปลกใจที่บางคนอยากมาสัมผัสที่นี่ และบริเวณที่ดีที่สำหรับการเดินทางไปท่องเที่ยวเบอร์มิวด้าคือเกาะบิมินิ (Bimini) 50 ไมล์จากไมอามี่มุ่งสู่ศูนย์กลางของสามเหลี่ยมเบอร์มิวด้า และนำไปสู่เรื่องลึกลับที่สุดของเบอร์มิวด้า การสูญหายของเที่ยวบินที่ 19 ในปี 1945 ฝูงเครื่องบินรบ 5 ลำ บินขึ้นจากท่าอากาศยานฐานทัพเรือเพื่อซ้อมรบ 90 นาทีให้หลังหัวหน้าผู้ฝูงวิทยุแจ้งว่าหลงทาง และหลังจาก 3 ชั่วโมงก็ได้รับข้อความสุดท้ายที่สับสน ฝูงบินขาดการติดต่อ และเราไม่เคยได้พบซากเครื่องบิน
ฮอลลีวู้ด
ฮอลลีวู้ด แคลิฟอร์เนียเป็นหนึ่งในสถานที่ที่มีชื่อเสียงในโลก และในอีกด้านหนึ่งฮอลลีวู้ดก็เป็นหนึ่งในที่เที่ยวสุดสยองได้เช่นกัน และสยองพอที่จะเป็นอันดับที่ 9 ในการจับอันดับนี้ ที่โรงแรมรูสเวลต์ แขกที่นี่รวมถึงนักแสดงผู้มีชื่อเสียงจากต้นยุคของการผลิตภาพยนต์ จากชาร์ลี แชปปลิ้น สู่มารีลีน มอนโร มีเรื่องเล่าว่าบางคนก็ไม่เคยเช็คเอาท์ มีคนเชื่อว่าผีนักแสดงมอนโกเมอรี่ คลิฟต์ สิงอยู่ที่ห้อง 928 ที่โรงแรมแห่งนี้ มอนโกเมอรี่ คลิฟต์พักที่โรงแรมนี้ 2-3 เดือนก่อนถ่ายหนังเรื่อง from here to eternity คนที่เข้าพักในห้อง 928 มักจะได้ยินเสียงคนเล่นทรัมเป็ต และบางครั้งก็โทรมาต่อว่าแล้วบอกว่าช่วยบอกให้คนที่อยู่ข้างล่างหยุดเล่นทรัมเป็ตได้มั้ย แลัวเมื่อทางโรงแรมบอกกับเขาว่าเคยมีแขกที่เข้าพักห้องนั้นและเป็นคนที่ติดต่อกับวิญญาณได้บอกว่าเป็นวิญญาณของมอนโกเมอรี่ คลิฟต์ แขกคนนั้นเมื่อได้ฟังแล้วกลับไม่กลัวและอยากจะพักต่อ ซึ่งเขาคิดว่ามันน่าหลงใหล  ดาราอีกคนที่ยังสิงอยู่ในโรงแรมรูสเวลต์คือมารีลีน มอนโร เธอพักที่นี่เมื่อมาถึงฮอลลีวู้ดครั้งแรก มารีลีนพักที่ห้อง 246 ข้างสระว่ายน้ำ ตอนนั้นเป็นปี 1951 และเพราะเธอเคยพักที่นี่ เธอจึงยังคงวนเวียนอยู่ที่นี่  มอนรีลีนมอนโรตายอย่างลึกลับขณะนอนหลับในปี 1962 อายุ 36 ปี กระจกในห้องพักของเธอตอนนี้ถูกแขวนอยู่ที่ล็อบบี้ของโรงแรม  หลายคนบอกว่าเคยเห็นเงาของเธอในกระจก

ไม่ไกลกันนั้นมีโรงแรม Knockerbocker ที่นี่ก็มีแขกมีชื่อเสียงเช่นกันทั้งที่ยังมีชีวิตและตายแล้ว มีคนเคยเห็นหัวคนลอยอยู่เหนือโต๊ะพูลในผับของโรงแรม และมีคู่รักกำลังนั่งเล่นกันในนั้น ทันใดนั้นพัดลมก็โฉบลงจากเพดานลอยไปทั่วห้อง หลอดไฟอีกข้างหนึ่งของห้องก็ระเบิดขึ้น แล้วคู่รักคู่นั้นก็เห็นผีผู้ชายแต่งกายในยุค 40 ปรากฏกายขึ้นแล้วก็แว่บหายไป แต่โรงแรมไม่ใช่ที่เดียวที่จะเกิดเหตุการณ์เหนือธรรมชาติ สุสานตลอดกาลของฮอลลีวู้ดเป็นที่พักของคนมีชื่อเสียงมากมาย และเป็นที่รู้กันว่ามีผีมากกว่าที่อื่นในฮอลลีวู้ด เช่นดาราดังในยุค 1920 รูดอล์ฟ วาเลนติโน่ ซึ่งตายอย่างไม่คาดคิดด้วยแผลทะลุเรื้อรังด้วยอายุเพียง 31 ปี เชื่อกันว่าเขายังวนเวียนตามโถงทางเดินที่ร่างของเขาถูกฝังเอาไว้ บ่อยครั้งที่วิญญาณของเขาเตร็ดเตร่ออกไปที่พาราเม้าท์ อาถรรพ์แห่งฮอลลีวู้ดประกอบด้วยความหลงใหลในตัวคนดัง ถ้าคุณได้มีโอกาสไปพักที่โรงแรมรูสเวลต์ ถึงแม้คุณไม่มีโอกาสได้เจอมารีลีน มอนโรในชีวิตจริง แต่คุณอาจมีโอกาสได้เจอเธอในหนังแห่งความตาย

หอคอยแห่งลอนดอน (Tower of London)
ชื่อนครลอนดอน ประเทศอังกฤษ ปกติแล้วจะไม่ค่อยได้รู้สึกถึงความน่ากลัวนัก แต่มีสถานที่หนึ่งในลอนดอนที่น่ากลัวมากพอที่จะเป็นอันดับที่ 8 เรากำลังพูดถึง 900 ปีแห่งประวัติศาสตร์ของเลือด ความตายที่น่าสยดสยองโดยกิโยตินและคมขวาน การถูกแขวนคอ ถูกยิง คมดาบ การตายอย่างทารุณต่างๆ มันเป็นปราสาทและคุกเก่าแก่ที่สุด ซึ่งน่ากลัวเหนือคำบรรยาย นักโทษมากมายถูกพามาที่หอคอย ผู้ที่ผิดด้วยข้อหาศาสนานอกรีตถูกเผาทั้งเป็น ชนชั้นปกครองถูกสังหารบนเนินของหอคอยอันเป็นการประหารต่อหน้าฝูงชน มันคือมรดกของความโหดเหี้ยมที่ให้กำเนิดตำนานเหนือธรรมชาติ ทหารยามที่ดูแลปราสาทรายงานว่าเห็นร่างหญิงไร้ศรีษระเดินมุ่งไปทางโบสถ์เซนต์ปีเตอร์ นั่นคือแอนน์ โบลีน กับหัวที่อยู่ในอ้อมแขน ถ้าคุณมองหาตำนานสยองขวัญที่นี่มีให้คุณมากมาย

Mutter Museum
โครงกระดูกมนุษย์ อวัยวะที่เป็นโรคและความผิดปกติทางการแพทย์ นำไปสู่นิทรรศการที่น่าสยองที่สุดในโลก และมันก็มาอยู่ในอันดับที่ 7 มันคือพิพิธภัณฑ์แห่งประวัติศาสตร์การแพทย์มุทเทอร์ เป็นความขัดแย้งอย่างสิ้นเชิงกับพิพิธภัณฑ์อื่นในเมืองฟิลาเดเฟีย รัฐเพนซิลวาเนีย พิพิธภัณฑ์มุทเทอร์แสดงอุปกรณ์การสอนและชุดการสอนทางการแพทย์จากปี 1800 เพื่อแสดงให้เห็นว่านักเรียนเรียนรู้ที่จะตรวจพบเชื้อโรคและเพื่อรวบรวมสิ่งที่น่าสนใจจากการศึกษาทางการแพทย์  พิพิธภัณฑ์มุทเทอร์ยังคงรวบรวมอุปกรณ์การสอน แต่เมื่อเปิดให้คนทั่วไปได้เข้าชมในปี 1963 นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่มาเพื่อความสยองขวัญในบรรยากาศของนิทรรศการทางวิทยาศาสตร์  มันมีทั้งพยาธิตัวตืดที่ยาวมากและทารกสามหัว จุดที่ได้รับความสนใจ รวมถึงรูปหล่อปูนขาวของแฝดสยาม ชุดสะสมอวัยวะที่เป็นโรค รวมถึงลำไส้ใหญ่ขนาดยักษ์ ชุดสะสมอันแปลกประหลาดของวัตถุที่พบในทางเดินอากาศและทางเดินอาหารของมนุษย์ โถบรรจุชิ้นส่วนตัวอย่างของมนุษย์ที่ติดเชื้อที่สยองจนทำให้คุณไม่อยากเจอกับตัวเอง แม้ว่าพิพิธภัณฑ์มุทเทอร์จะถูกออกแบบมาเพื่อการศึกษาแต่นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่มาที่นี่เพื่อความบันเทิง
Gettyburg
ดินแดนแห่งนี้เป็นที่ๆชาย 51,000 คนต้องเสียชีวิต วันที่ 1-3 กรกฎาคม 1863 คลื่นแห่งสงครามกลางเมืองก็เปลี่ยนทิศไป เมื่อเกิดสงครามที่นองเลือดที่สุดในแผ่นดินอเมริกา สงครามที่ Gettyburg มันเป็นที่ๆศักดิ์สิทธิ์ มีทหารพัธมิตรถูกฝังที่นี่ ทุกปีนักท่องเที่ยว 1,700,000 คน เดินข้ามพื้นที่ 6,000 เอเคอร์ของสนามรบ บ้างมาเพื่อศึกษาประวัติศาสตร์ บ้างเพื่อระลึกถึงบรรพบุรุษ หลายคนมาด้วยเหตุผลอื่น เรื่องของสถานที่ผีสิง กลิ่นแปลกๆ และความเย็นยะเยือก กลายเป็นเรื่องธรรมดาสำหรับนักท่องเที่ยวใน Gettyburg มีเรื่องแปลกๆเกิดขึ้น บางอย่างปรากฏในรูปถ่าย

นิวออร์ลีน
วิญญาณ เรื่องลี้ลับที่อธิบายไม่ได้ ปิศาจที่น่ากลัวแห่งวูดู ที่นี่หลายคนรู้ศึกถึงวิญญาณ เวทมนต์และความเชื่อโบราณ  การติดต่อของนิวออร์ลีนกับภูตผีนั้นยาวนานและเข้มข้น การเข้าชมพิพิธภัณฑ์วูดู หรือทัวร์จตุรัสฝรั่งเศสยามราตรี เป็นวิธีที่ดีที่สุดที่จะได้สัมผัสด้านมืดของนิวออร์ลีน เป็นที่ๆคนธรรมดาจะสามารถสัมผัสได้ถึงความลี้ลับ

Salem Massachusetts
อาณานิคมที่งดงามดั่งภาพวาด เพียง 30 นาทีจากบอสตัน เมืองเซเลมที่เต็มไปด้วยประวัติศาสตร์และหลักฐานของการปฏิวัติ นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่มาที่นี่เพื่อสำรวจมรดกอาถรรพ์แห่งเซเลม ในปี 1692 คน 19 คนถูกแขวนคอในข้อหาเป็นแม่มด เป็นผู้หญิง 14 คน และชาย 5 คน

Area 51
เป็นที่ไกลจากผู้คน ห่างจากลาสเวกัส 75 ไมล์ไปทางตะวันตก ด้วยชื่อแปลกๆก็คือทางหลวงจากนอกโลก เป็นความลับสุดยอดของรัฐบาลที่เป็นต้นตอของการปรากฏของต่างดาว นี่คือที่สำหรับปลีกวิเวกของรัฐบาลแม้ว่าเราพยายามที่จะเข้าถึงมัน รัฐบาลปฏิเสธว่ามีที่แห่งนี้อยู่ จนปี 1995 รัฐบาลได้ยอมรับว่าได้ทดลองเครื่องบินสอดแนมที่นี่ แม้ว่ามีเครื่องบินทดสอบที่ถูกเข้าใจผิดว่าเป็น UFO หลายต่อหลายครั้ง ไม่ปรากฏว่ามีการติดต่อกับต่างดาวจนปี 1989 นักวิทยาศาสตร์รายหนึ่งออกมาบอกว่าพวกเขาทำงานบนยานต่างดาวในโรงเก็บบนหุบเขาที่ถูกซุกซ่อนไว้ในเขตพื้นที่ Area 51 นักวิทยาศาสตร์คนนั้นออกโทรทัศน์ท้องถิ่นในเวกัสบอกว่า "ผมเป็นนักฟิสิกส์ถูกเกณฑ์ให้ไปตรวจพิสูจน์ทางวิศวกรรมของระบบการขับเคลื่อนต่อต้านแรงดึงดูดของโลกด้วยแม่เหล็กไฟฟ้าของวัถุที่บินได้รูปจานรองถ้วยเหมือนในหนังสงครามของมนุษยชาติ"  รอบๆบริเวณนั้นไม่มีรั้วกั้น และผู้ที่อยากรู้ทั้งหลายก็ไมกล้าเข้าไป พวกเขาคอยเฝ้าดูด้วยกล้องส่องทางไกลคุณภาพสูง มีกล้องบันทึกภาพระยะไกลบนสันเขา และมีป้ายเตือนห้ามเข้า

Winchester Mystery House
อันดับ 2 ของปลายทางสยองขวัญคือพื้นที่ 160 ห้องของแมนชั่นในซานโฮเซ่ แคลิฟอร์เนีย บ้าน Winchester ที่ซึ่งเล่ากันว่ามีผีสิง บ้านถูกออกแบบแปลกๆ มีทางเดินลับและทางตันอยู่ทั่วพื้นที่ คฤหาสถ์นี้เคยเป็นบ้านของ Sarah Winchester ผู้มีสมบัติมากมายจากสามีลูกหลานตระกูลผู้ผลิตปืนไรเฟิล หลังจากการตายของสามีและลูกสาว เธอพบร่างทรงซึ่งบอกเธอว่า การตายของลูกสาวและสามีของเธอเป็นเพราะวิญญาณทั้งหลายที่ตายด้วยปืนไรเฟิล หนทางในการแก้ปัญหานี้ก็คือเธอต้องซื้อบ้านและสร้างไปเรื่อยๆ และตรายที่เธอยังสร้างบ้าน เหล่าวิญญาณก็จะไม่ทำร้าย เธอทำตามคำเตือนโดยซื้อบ้านที่ทิ้งร้าง ในปี 1884 เธอซื้อบ้านมีห้องแปดห้องที่ยังไม่ได้ตกแต่ง 38 ปีให้หลัง เธอเปลี่ยนมันให้เป็นคฤหาสถ์ 7 ชั้น แบบบ้านที่วิปริต เธอสร้างประตูที่เปิดไปเจอกำแพง หน้าต่างทางตัน ห้องประชุมที่มีทางเข้าทางเดียวสามทางออกและประตูลับที่ร่วงไปสู่ห้องครัวชั้นล่าง เธอตายในปี 1920 เมื่ออายุ 83 ปี และงานสร้างทั้งหมดก็หยุดลง

บ้านที่เกิดเหตุคดีลิซซี่ บอร์เดน
เมืองนิวอิงค์แลนด์อันเงียบสงบเป็นที่เหมาะมากสำหรับพักผ่อนหรือฆาตกรรมโหด ที่นี่เป็นบ้านเกิดของลิซซี่ บอร์เดน กับเหตุการณ์ฆาตกรรมที่โหดเหี้ยมและลี้ลับที่สุดตลอดกาล คดีที่พ่อและแม่เลี้ยงของลิซซี่  บอร์เดนถูกฆ่าตายในบ้าน คำให้การของลิซซี่ที่น่าส่งสัย จนปัจจุบันก็ยังเป็นความลับว่าเธอฆ่าพ่อและแม่เลี้ยงหรือไม่ ที่เกิดเหตุได้ถูกเปลี่ยนเป็นห้องพักและพิพิธภัณฑ์  แขกต้องจองเป็นปีล่วงหน้าเพื่อที่จะได้นอนในห้องนอนที่แม่เลี้ยงของลิซซี่ถูกฆ่าหรือเพื่อนั่งบนโซฟาที่พบศพพ่อของเธอ แม่เลี้ยงของลิซซี่ถูกฟันถึง 19 แผล เธอถูกจับตะแคง เธอเห็นฆาตกรมุ่งเข้ามาที่เธอ จากนั้นก็กระหน่ำยิงกระสุน 18 นัดเข้าที่หัว ส่วนพ่อของเธอถูกฆ่าใน 90 นาทีต่อมา และมีการแจ้งความว่าพบศพของเขาก่อน เขาถูกยิง 10 นัดที่หัว พ่อของลิซซี่มีทรัพย์สินถึงกว่า 500,000 ดอลล่าห์ ถ้าเทียบกับปัจจุบันอาจเป็นมูลค่าถึง 12 ล้านดอลล่าห์ แม้จะมีเหตุจูงใจแต่จากการสอบสวนพบว่าลิซซี่บริสุทธิ์ 

แหล่งรวมบทความจัดอันดับ สารคดีประวัติศาสตร์ บทความสารคดีจักรวาลและดาวเคราะห์ บทความสารคดีสงคราม บทความสารคดีภัยธรรมชาติ บทความสารคดีชีวิตสัตว์ บทความสารคดีอาวุธทางการทหาร บทความสารคดีการจัดอันดับ บทความสารคดีวิทยาศาสตร์ บทความสัมภาษณ์คนดัง บทสนทนาปัญหาเศรษฐกิจ บทสนทนาประเด็นข่าวร้อน เรื่องราวน่ารู้ ความรู้ทั่วไป สังคม เศรษฐกิจ การเมือง ไลฟ์สไตล์ สุขภาพ ผู้หญิง ความงาม แม่และเด็ก สัตว์เลี้ยง อาหาร ร้านอาหาร เกมส์ เทคโนโลยี มาดูกันได้ที่  http://www.anyapedia.com

เล่าเรื่องสยองขวัญ สยองกลางทุ่ง
10 โรคมฤตยูที่เลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์ของมนุษย์
10 อันดับฆาตกรต่อเนื่องที่อำมหิตที่สุดในโลก
10 สุดยอดคนสมองเพชรที่ฉลาดที่สุดในโลก
เล่าเรื่องสยองขวัญ นั่งซากหวาดผวา ศพล่อเสือ
25 การทรมานสุดโหดในประวัติศาสตร์
มนุษย์กินคนในตำนาน ซอว์นี่ บีน (Sawney Bean)
25 อาหารแปลกจากทั่วโลก
10 อันดับสุดยอดเรื่องเล่าสยองขวัญเดอะช็อค
จัดอันดับ
เรื่องเล่าสยองขวัญ
ประวัติศาสตร์
เมนูอาหาร
สุขภาพ
23-01-2018 , 23:29:59
ตอบกลับ #9
  • Full Member
  • ***
  • กระทู้: 105
    • ดูรายละเอียด

5 อันดับผีตามความเชื่อของคนอีสาน
อันดับที่ 5 ผีฟ้า
ตามความเชื่อของชาวอีสาน ผีฟ้าก็นั้นก็คือเทวดารูปหนึ่งที่มีอำนาจทุกอย่างบนท้องฟ้า อาจจะให้ดีหรือร้ายแก่มนุษย์ก็ได้ ซึ่งหัวหน้าใหญ่ของผีฟ้าก็คือพญาแถน ผีฟ้าจะให้คุณกับบุคคลที่เชื่อและศรัทธากับผีฟ้า ซึ่งมีดังนี้ มาจากการที่ผีฟ้าเลือกเอง จากการมองเห็นนิมิตร มาจากการที่เป็นหนี้บุญคุณผีฟ้า เช่นช่วยในการทำให้หายป่วย มาจากการสืบทอดบรรพบุรุษ คือ มีการสืบทอดในตระกูล แต่หากผู้ใดที่ทำผิดครูจะถูกสาปให้กลายเป็นปอบ

อันดับที่ 4 ผีเป้า
มีลักษณะคล้ายกับผีปอบ แต่จะเป็นในผู้ชาย ผีเป้าเกิดจากการที่คนๆ นั้นเรียนวิชาอาคม แล้วไม่สามารถที่จะรักษาวิชาอาคมนั้นเอาไว้ได้ มีอีกความเชื่อหนึ่งว่าผีเป้าเกิดจากคนที่ชอบกินของสุกๆ ดิบๆ ด้วยเหตุนี้คนอีสานจึงมักสอนลูกๆ ไม่ให้กินของสุกๆ ดิบๆ เพราะจะกลายเป็นผีเป้า ผีเป้านั้นมักจะไม่สู้คน เมื่อออกหากินก็มักจะพกของมีค่าไว้เสมอ เพราะหากไปเจอคนก็จะถูกจับได้ว่าเป็นผีเป้า จึงต้องพกของมีค่าเหล่านี้เอาไว้ติดสินบนหรือเป็นค่าปิดปาก เมื่อโดนจับได้จะไม่โดนขับไล่เหมือนกับผีปอบ แต่จะโดนรังเกียจแทน เพราะผีเป้านั้นไม่ทำร้ายคน ลักษณะองผีเป้านั้นจะมีแสงอยู่ที่ปลายจมูก แต่พอเมื่อเจอคน แสงนั้นจะดับลงไปทันที ในตอนกลางวันผีเป้าจะเป็นเหมือนนปกิทั่วไป แต่พอตกกลางคืนผีเป้าที่สิงอยู่ในร่างนั้นจะมีอาการหิวขึ้นมาโดยไม่มีสาเหตุ และจะออกไปหากบกินตามทุ่งนา แต่ถ้าหากบไม่ได้ก็จะไปจับไก่ในเล้าแทน ชาวบ้านจึงมักจะไปดักจับผีเป้าตามทุ่งนาเพื่อหวังะรับเงินสินบนนั่นเอง

อันดับที่ 3 ผีแม่ม่าย
ผีแม่ม่ายจัดอยู่ในผีประเภทบังบด หรือเป็นมนุษย์ในอีกมิติหนึ่ง เมืองที่ผีบังบดอยู่นั้นนิยมเรียกว่าเมืองลับแล ว่ากันว่าเมืองนี้มีแต่แม่ม่าย ทุกคนล้วนแล้วแต่สวยงาม ผีตนนี้จะออกเที่ยวในยามค่ำคืนเพื่อหลอกล่ชายหนุ่มให้ไปเป็นสามีทีละหนึ่งคน โดยผีแม่ม่ายจะหลอกล่อจิตวิญญาณของคนๆ นั้นขณะนอนหลับ เมื่อดวงวิญญาณติดตามผีแม่ม่ายไปแล้วจะไม่สามารถกลับมาเป็นเหมือนเดิมได้ เมื่อร่างของเรานั้นไม่มีดวงวิญญาณก็ไม่สามารถมีชีวิตอยู่ต่อไปได้ หรือพูดง่ายๆ ว่าหากดวงวิญญาณของเราถูกผีแม่ม่ายหลอกล่อไปแล้วจะไม่สามารถมีชีวิตอยู่ต่อไปได้อีกคือตายนั่นเอง หากครอบครัวใดมีผู้ชายที่ไม่อยากให้ตกเป็นเหยื่อผีแม่ม่าย ให้นำหุ่นรูปผู้ชายไว้ที่หน้าบ้าน เมื่อผีแม่ม่ายจะมาเอาไปเป็นสามี ผีแม่ม่ายจะคิดว่าหุ่นนั้นเป็นชายหนุ่ม และก็จะเอาหุ่นนั้นไปแทน ว่ากันว่าผีแม่ม่ายเป็นม่ายตั้งแต่ยังสาวจึงมีความ้องการทางเพศสูงมาก หากจะให้ได้ผลดีขึ้นให้นำปลัดขิกทาสีแดงตั้งไว้คู่กับหุ่น

อันดับที่ 2 ผีจ้างหนัง
เรื่องผีจ้างหนังเป็นเรื่องเล่าที่เล่ากันว่า เรื่องเกิดเมื่อตอนปีพุทธศักราช 2532 มีคนว่าจ้างให้หนังเร่ไปฉายที่บ้านวังทอง อำเภอบ้านดุง จังหวัดอุดรธานี ซึ่งอำเภอบ้านดุง ห่างจากตัวเมืองไปประมาณ 100 กิโลเมตร โดยค่าจ้างนั้น ที่ตกลงกันอยู่ที่ 4,000 บาท ฉายหนังสามถึงสี่เรื่อง โดยให้ฉายช่วงเวลาสามทุ่มถึงตีสี่ พอถึงตีสี่ต้องเก็บข้าวของให้หมดก่อนที่จะสว่าง ทางหนังเร่ก็ไม่ได้ทักท้วงอะไรเพราะเป็นความต้องการของผู้ว่าจ้าง ถึงเวลาเริ่มฉายหนังตอนสามทุ่มก็มีผู้หญิงชุดขาวนั่งอยู่ข้างหนึ่ง และมีผู้ชายชุดดำนั่งอยู่อีกข้างหนึ่ง ไม่ว่าหนังฉายไปแบบไหน คนเหล้านั้นก็เพียงแต่มองดูไปเฉยๆ นิ่งๆ ไม่แสดงอารมณ์ใดๆ เมื่อถึงตอนเวลาตีสี่ ก็มีนมาบอกหนังเร่ว่าให้รีบเก็บข้าวของแล้วให้ออกไปทันทีและห้ามหันหลังกลับมาดู ทางฝ่ายหนังเร่ก็รีบเก็บข้าวเก็บของเตรียมกลับบ้าน ในระหว่างนั้นทางฝ่ายหนังเร่ก็สงสัยกันว่า ทำไมจะต้องห้ามหันหลังกลับมาดูด้วย จึงได้ลองหันหลังกลับไป พวกผู้คนที่มาดูกันหลายคนก็ต่างหายไปหมด เหลือเพียงป่าทึบๆ ให้เห็นเท่านั้น

อันดับที่ 1 ผีปอบ
ปอบเป็นผีที่คนไทยรู้จักมากที่สุด ผีปอบนิสัยจะคล้ายๆ กับผีเป้า แต่จะนิสัยแย่กว่ามากๆ และจะสิงอยู่ในตัวผู้หญิงมากกว่า ของกินของผีปอบก็เหมือนกับผีเป้าคือของสุกๆ ดิบๆ ผีปอบจะแบ่งเป็น 4 ประเภทใหญ่ๆ ดังนี้

ประเภทที่ 1 ปอบที่สืบทอดมาเป็นวงศ์ระกูล ซึ่งจะสืบทอดกันทางเลือดและน้ำลาย ชาวอีสานจะชอบเคี้ยวข้าวแล้วป้อนให้ลูกกินที่เรียกกันว่าข้าวย้ำ จึงทำให้เด็กที่กินนั้นติดเชื้อปอบไปโดยปริยาย ปอบที่ติดต่อกันทางสายเลือดนั้นะมีนิสัยดุร้ายไม่มาก หลบๆ ซ่อนๆ ไม่สุงสิงกับใคร

ประเภทที่ 2 ปอบเวทย์ ปอบประเภทนี้เกิดจากผู้ที่มีวิชาอาคมแล้วผิดคำสั่งห้ามของครูอาจารย์ ทำให้กลายเป็นปอบ โดยส่วนมากจะเกิดกับคนที่โลภมากแล้วเก็บค่าครูเกินที่กำหนด เพราะในอดีตคนโบราณะเห็นน้ำใจนั้นดีกว่าเงิน เมื่อเรียกเก็บค่าครูจะเรียกพอประมาณ ไม่ละโมบเรียกเก็บมากเกินไปหรือน้อยเกินไป ปอบที่ผิดครูจะมีนิสัยดุร้ายมากและเป็นปอบที่มีคนรู้จักกันมากที่สุด

ประเภทที่ 3 ปอบเลี้ยง ปอบประเภทนี้เกิดจากวิชาอาคมของหมอผี ที่อัญเชิญผีห่า ดวงวิญญาณผีมาสิงอยู่ในกรวยดอกไม้หรือหุ่นอาคมที่ทำขึ้น เกิดเป็นปอบที่มีแต่สิ่งชั่วร้ายมารวมเป็นตัวเดียวกัน ส่วนมากปอบประเภทนี้จะถูกนำมาเลี้ยงไว้ใช้งานแต่ต้องมีของเซ่นไหว้ด้วย หากไม่ทำการเซ่นไหว้ วิชาอาคมจะเข้าแทรกซ้อนตัวจนทำให้เป็นบ้าและเสียชีวิตได้ ปอบชนิดนี้จะมีความดุร้ายมากและฉลาดอีกด้วย พวกมันจะไม่กินของสุกๆดิบๆ เหมือนปอบประเภทอื่น และจะบำเพ็ญจนวิชาอาคมแก่กล้าอีกด้วย

ประเภทที่ 4 ปอบเจ้า เป็นราชาของปอบทั้งมวล คือเป็นผีปอบที่ผ่านการขับไล่ของหมอผีมาแล้ว ปอบประเภทนี้คือปอบหนึ่งในสามประเภทข้างต้นที่ถูกทำร้ายกักขังจนเกิดการอาฆาตแค้น เมื่อถูกปลดปล่อยจะเข้าสิงสัตว์และมนุษย์และะกินทกอย่างที่ขวางหน้ารวมทั้งตับไตไส้พุง เมื่อผีปอบตัวนี้เข้าไปอยู่ที่บ้านใด บรรดาไก่เป็ดที่เลี้ยงไว้จะหมดเล้าภายในคืนเดียว เมื่อบ้านใดที่ไก่ถูกกินนหมดเล้าจะเรียกว่าห่าลง

ที่มา ยำสยอง Youtube Channel

  นั่งซากหวาดผวาศพล่อเสือ    เล่าเรื่องสยองขวัญสยองกลางทุ่ง    เล่าเรื่องสยองขวัญคุณแม่เล่าให้ฟัง 
  เล่าเรื่องสยองขวัญบ้านเก่า    เล่าเรื่องสยองขวัญ6ปีไม่เคยลืม    เล่าเรื่องสยองขวัญ แถวนี้มีเยอะ 
  เล่าเรื่องสยองขวัญทำไมไม่บวชให้    เล่าเรื่องสยองขวัญ เพื่อนเล่าให้ฟัง    ตำนานผีญี่ปุ่น คาซาเนะ 
  ตำนานผีญี่ปุ่น กาซาโดคุโร    ตำนานผีญี่ปุ่น ผีตระกูลเฮอิเคะ    มนุษย์กินคนในตำนาน ซอว์นี่ บีน 
  เล่าเรื่องสยองขวัญ แดนพิศวง    เล่าเรื่องสยองขวัญ สโมสรร้าง    เล่าเรื่องสยองขวัญ แรงงานต่างด้าว 
  เล่าเรื่องสยองขวัญลองจนเจอดี    เล่าเรื่องสยองขวัญ ร้านเหล้าผี    ตำนานผีญี่ปุ่น บ้านแห่งจาน 
  10 อันดับฆาตกรต่อเนื่องที่อำมหิต    เล่าเรื่องผี มาเอาแม่ผมไปทำไม    คดีฆาตกรรมในโรงนาสีแดง 

แหล่งรวมบทความจัดอันดับ สารคดีประวัติศาสตร์ บทความสารคดีจักรวาลและดาวเคราะห์ บทความสารคดีสงคราม บทความสารคดีภัยธรรมชาติ บทความสารคดีชีวิตสัตว์ บทความสารคดีอาวุธทางการทหาร บทความสารคดีการจัดอันดับ บทความสารคดีวิทยาศาสตร์ บทความสัมภาษณ์คนดัง บทสนทนาปัญหาเศรษฐกิจ บทสนทนาประเด็นข่าวร้อน เรื่องราวน่ารู้ ความรู้ทั่วไป สังคม เศรษฐกิจ การเมือง ไลฟ์สไตล์ สุขภาพ ผู้หญิง ความงาม แม่และเด็ก สัตว์เลี้ยง อาหาร ร้านอาหาร เกมส์ เทคโนโลยี มาดูกันได้ที่  http://www.anyapedia.com
23-01-2018 , 23:30:16
ตอบกลับ #10
  • Full Member
  • ***
  • กระทู้: 105
    • ดูรายละเอียด

5 อันดับผีตามความเชื่อของคนอีสาน
อันดับที่ 5 ผีฟ้า
ตามความเชื่อของชาวอีสาน ผีฟ้าก็นั้นก็คือเทวดารูปหนึ่งที่มีอำนาจทุกอย่างบนท้องฟ้า อาจจะให้ดีหรือร้ายแก่มนุษย์ก็ได้ ซึ่งหัวหน้าใหญ่ของผีฟ้าก็คือพญาแถน ผีฟ้าจะให้คุณกับบุคคลที่เชื่อและศรัทธากับผีฟ้า ซึ่งมีดังนี้ มาจากการที่ผีฟ้าเลือกเอง จากการมองเห็นนิมิตร มาจากการที่เป็นหนี้บุญคุณผีฟ้า เช่นช่วยในการทำให้หายป่วย มาจากการสืบทอดบรรพบุรุษ คือ มีการสืบทอดในตระกูล แต่หากผู้ใดที่ทำผิดครูจะถูกสาปให้กลายเป็นปอบ

อันดับที่ 4 ผีเป้า
มีลักษณะคล้ายกับผีปอบ แต่จะเป็นในผู้ชาย ผีเป้าเกิดจากการที่คนๆ นั้นเรียนวิชาอาคม แล้วไม่สามารถที่จะรักษาวิชาอาคมนั้นเอาไว้ได้ มีอีกความเชื่อหนึ่งว่าผีเป้าเกิดจากคนที่ชอบกินของสุกๆ ดิบๆ ด้วยเหตุนี้คนอีสานจึงมักสอนลูกๆ ไม่ให้กินของสุกๆ ดิบๆ เพราะจะกลายเป็นผีเป้า ผีเป้านั้นมักจะไม่สู้คน เมื่อออกหากินก็มักจะพกของมีค่าไว้เสมอ เพราะหากไปเจอคนก็จะถูกจับได้ว่าเป็นผีเป้า จึงต้องพกของมีค่าเหล่านี้เอาไว้ติดสินบนหรือเป็นค่าปิดปาก เมื่อโดนจับได้จะไม่โดนขับไล่เหมือนกับผีปอบ แต่จะโดนรังเกียจแทน เพราะผีเป้านั้นไม่ทำร้ายคน ลักษณะองผีเป้านั้นจะมีแสงอยู่ที่ปลายจมูก แต่พอเมื่อเจอคน แสงนั้นจะดับลงไปทันที ในตอนกลางวันผีเป้าจะเป็นเหมือนนปกิทั่วไป แต่พอตกกลางคืนผีเป้าที่สิงอยู่ในร่างนั้นจะมีอาการหิวขึ้นมาโดยไม่มีสาเหตุ และจะออกไปหากบกินตามทุ่งนา แต่ถ้าหากบไม่ได้ก็จะไปจับไก่ในเล้าแทน ชาวบ้านจึงมักจะไปดักจับผีเป้าตามทุ่งนาเพื่อหวังะรับเงินสินบนนั่นเอง

อันดับที่ 3 ผีแม่ม่าย
ผีแม่ม่ายจัดอยู่ในผีประเภทบังบด หรือเป็นมนุษย์ในอีกมิติหนึ่ง เมืองที่ผีบังบดอยู่นั้นนิยมเรียกว่าเมืองลับแล ว่ากันว่าเมืองนี้มีแต่แม่ม่าย ทุกคนล้วนแล้วแต่สวยงาม ผีตนนี้จะออกเที่ยวในยามค่ำคืนเพื่อหลอกล่ชายหนุ่มให้ไปเป็นสามีทีละหนึ่งคน โดยผีแม่ม่ายจะหลอกล่อจิตวิญญาณของคนๆ นั้นขณะนอนหลับ เมื่อดวงวิญญาณติดตามผีแม่ม่ายไปแล้วจะไม่สามารถกลับมาเป็นเหมือนเดิมได้ เมื่อร่างของเรานั้นไม่มีดวงวิญญาณก็ไม่สามารถมีชีวิตอยู่ต่อไปได้ หรือพูดง่ายๆ ว่าหากดวงวิญญาณของเราถูกผีแม่ม่ายหลอกล่อไปแล้วจะไม่สามารถมีชีวิตอยู่ต่อไปได้อีกคือตายนั่นเอง หากครอบครัวใดมีผู้ชายที่ไม่อยากให้ตกเป็นเหยื่อผีแม่ม่าย ให้นำหุ่นรูปผู้ชายไว้ที่หน้าบ้าน เมื่อผีแม่ม่ายจะมาเอาไปเป็นสามี ผีแม่ม่ายจะคิดว่าหุ่นนั้นเป็นชายหนุ่ม และก็จะเอาหุ่นนั้นไปแทน ว่ากันว่าผีแม่ม่ายเป็นม่ายตั้งแต่ยังสาวจึงมีความ้องการทางเพศสูงมาก หากจะให้ได้ผลดีขึ้นให้นำปลัดขิกทาสีแดงตั้งไว้คู่กับหุ่น

อันดับที่ 2 ผีจ้างหนัง
เรื่องผีจ้างหนังเป็นเรื่องเล่าที่เล่ากันว่า เรื่องเกิดเมื่อตอนปีพุทธศักราช 2532 มีคนว่าจ้างให้หนังเร่ไปฉายที่บ้านวังทอง อำเภอบ้านดุง จังหวัดอุดรธานี ซึ่งอำเภอบ้านดุง ห่างจากตัวเมืองไปประมาณ 100 กิโลเมตร โดยค่าจ้างนั้น ที่ตกลงกันอยู่ที่ 4,000 บาท ฉายหนังสามถึงสี่เรื่อง โดยให้ฉายช่วงเวลาสามทุ่มถึงตีสี่ พอถึงตีสี่ต้องเก็บข้าวของให้หมดก่อนที่จะสว่าง ทางหนังเร่ก็ไม่ได้ทักท้วงอะไรเพราะเป็นความต้องการของผู้ว่าจ้าง ถึงเวลาเริ่มฉายหนังตอนสามทุ่มก็มีผู้หญิงชุดขาวนั่งอยู่ข้างหนึ่ง และมีผู้ชายชุดดำนั่งอยู่อีกข้างหนึ่ง ไม่ว่าหนังฉายไปแบบไหน คนเหล้านั้นก็เพียงแต่มองดูไปเฉยๆ นิ่งๆ ไม่แสดงอารมณ์ใดๆ เมื่อถึงตอนเวลาตีสี่ ก็มีนมาบอกหนังเร่ว่าให้รีบเก็บข้าวของแล้วให้ออกไปทันทีและห้ามหันหลังกลับมาดู ทางฝ่ายหนังเร่ก็รีบเก็บข้าวเก็บของเตรียมกลับบ้าน ในระหว่างนั้นทางฝ่ายหนังเร่ก็สงสัยกันว่า ทำไมจะต้องห้ามหันหลังกลับมาดูด้วย จึงได้ลองหันหลังกลับไป พวกผู้คนที่มาดูกันหลายคนก็ต่างหายไปหมด เหลือเพียงป่าทึบๆ ให้เห็นเท่านั้น

อันดับที่ 1 ผีปอบ
ปอบเป็นผีที่คนไทยรู้จักมากที่สุด ผีปอบนิสัยจะคล้ายๆ กับผีเป้า แต่จะนิสัยแย่กว่ามากๆ และจะสิงอยู่ในตัวผู้หญิงมากกว่า ของกินของผีปอบก็เหมือนกับผีเป้าคือของสุกๆ ดิบๆ ผีปอบจะแบ่งเป็น 4 ประเภทใหญ่ๆ ดังนี้

ประเภทที่ 1 ปอบที่สืบทอดมาเป็นวงศ์ระกูล ซึ่งจะสืบทอดกันทางเลือดและน้ำลาย ชาวอีสานจะชอบเคี้ยวข้าวแล้วป้อนให้ลูกกินที่เรียกกันว่าข้าวย้ำ จึงทำให้เด็กที่กินนั้นติดเชื้อปอบไปโดยปริยาย ปอบที่ติดต่อกันทางสายเลือดนั้นะมีนิสัยดุร้ายไม่มาก หลบๆ ซ่อนๆ ไม่สุงสิงกับใคร

ประเภทที่ 2 ปอบเวทย์ ปอบประเภทนี้เกิดจากผู้ที่มีวิชาอาคมแล้วผิดคำสั่งห้ามของครูอาจารย์ ทำให้กลายเป็นปอบ โดยส่วนมากจะเกิดกับคนที่โลภมากแล้วเก็บค่าครูเกินที่กำหนด เพราะในอดีตคนโบราณะเห็นน้ำใจนั้นดีกว่าเงิน เมื่อเรียกเก็บค่าครูจะเรียกพอประมาณ ไม่ละโมบเรียกเก็บมากเกินไปหรือน้อยเกินไป ปอบที่ผิดครูจะมีนิสัยดุร้ายมากและเป็นปอบที่มีคนรู้จักกันมากที่สุด

ประเภทที่ 3 ปอบเลี้ยง ปอบประเภทนี้เกิดจากวิชาอาคมของหมอผี ที่อัญเชิญผีห่า ดวงวิญญาณผีมาสิงอยู่ในกรวยดอกไม้หรือหุ่นอาคมที่ทำขึ้น เกิดเป็นปอบที่มีแต่สิ่งชั่วร้ายมารวมเป็นตัวเดียวกัน ส่วนมากปอบประเภทนี้จะถูกนำมาเลี้ยงไว้ใช้งานแต่ต้องมีของเซ่นไหว้ด้วย หากไม่ทำการเซ่นไหว้ วิชาอาคมจะเข้าแทรกซ้อนตัวจนทำให้เป็นบ้าและเสียชีวิตได้ ปอบชนิดนี้จะมีความดุร้ายมากและฉลาดอีกด้วย พวกมันจะไม่กินของสุกๆดิบๆ เหมือนปอบประเภทอื่น และจะบำเพ็ญจนวิชาอาคมแก่กล้าอีกด้วย

ประเภทที่ 4 ปอบเจ้า เป็นราชาของปอบทั้งมวล คือเป็นผีปอบที่ผ่านการขับไล่ของหมอผีมาแล้ว ปอบประเภทนี้คือปอบหนึ่งในสามประเภทข้างต้นที่ถูกทำร้ายกักขังจนเกิดการอาฆาตแค้น เมื่อถูกปลดปล่อยจะเข้าสิงสัตว์และมนุษย์และะกินทกอย่างที่ขวางหน้ารวมทั้งตับไตไส้พุง เมื่อผีปอบตัวนี้เข้าไปอยู่ที่บ้านใด บรรดาไก่เป็ดที่เลี้ยงไว้จะหมดเล้าภายในคืนเดียว เมื่อบ้านใดที่ไก่ถูกกินนหมดเล้าจะเรียกว่าห่าลง

ที่มา ยำสยอง Youtube Channel

  นั่งซากหวาดผวาศพล่อเสือ    เล่าเรื่องสยองขวัญสยองกลางทุ่ง    เล่าเรื่องสยองขวัญคุณแม่เล่าให้ฟัง 
  เล่าเรื่องสยองขวัญบ้านเก่า    เล่าเรื่องสยองขวัญ6ปีไม่เคยลืม    เล่าเรื่องสยองขวัญ แถวนี้มีเยอะ 
  เล่าเรื่องสยองขวัญทำไมไม่บวชให้    เล่าเรื่องสยองขวัญ เพื่อนเล่าให้ฟัง    ตำนานผีญี่ปุ่น คาซาเนะ 
  ตำนานผีญี่ปุ่น กาซาโดคุโร    ตำนานผีญี่ปุ่น ผีตระกูลเฮอิเคะ    มนุษย์กินคนในตำนาน ซอว์นี่ บีน 
  เล่าเรื่องสยองขวัญ แดนพิศวง    เล่าเรื่องสยองขวัญ สโมสรร้าง    เล่าเรื่องสยองขวัญ แรงงานต่างด้าว 
  เล่าเรื่องสยองขวัญลองจนเจอดี    เล่าเรื่องสยองขวัญ ร้านเหล้าผี    ตำนานผีญี่ปุ่น บ้านแห่งจาน 
  10 อันดับฆาตกรต่อเนื่องที่อำมหิต    เล่าเรื่องผี มาเอาแม่ผมไปทำไม    คดีฆาตกรรมในโรงนาสีแดง 

แหล่งรวมบทความจัดอันดับ สารคดีประวัติศาสตร์ บทความสารคดีจักรวาลและดาวเคราะห์ บทความสารคดีสงคราม บทความสารคดีภัยธรรมชาติ บทความสารคดีชีวิตสัตว์ บทความสารคดีอาวุธทางการทหาร บทความสารคดีการจัดอันดับ บทความสารคดีวิทยาศาสตร์ บทความสัมภาษณ์คนดัง บทสนทนาปัญหาเศรษฐกิจ บทสนทนาประเด็นข่าวร้อน เรื่องราวน่ารู้ ความรู้ทั่วไป สังคม เศรษฐกิจ การเมือง ไลฟ์สไตล์ สุขภาพ ผู้หญิง ความงาม แม่และเด็ก สัตว์เลี้ยง อาหาร ร้านอาหาร เกมส์ เทคโนโลยี มาดูกันได้ที่  http://www.anyapedia.com
23-01-2018 , 23:31:30
ตอบกลับ #11
  • Full Member
  • ***
  • กระทู้: 105
    • ดูรายละเอียด

13 ตำนานผีเฮี้ยนของไทย
1. ผีฟ้าและเทพารักษ์
จะชอบอยู่ตามป่าเขาลำเนาไพรในน้ำหรือบนต้นไม้ บางทีจะเรียกว่าเทวดาหรือเจ้าที่ เช่น เจ้าทุ่ง เจ้าท่า เจ้าป่า เจ้าเขา ผีชนิดนี้จะถือว่าเป็นผีตามธรรมชาติ
2. ผีนางตะเคียน
ว่ากันว่าเป็นผีผู้หญิงสาวและสวย มีอิทธิฤทธิ์มากมาย จะสิงสถิตย์ประจำต้นตะเคียน โดยเฉพาะต้นที่มีอายุเก่าแก่หลายปี คนไทยสมัยก่อนมักจะไม่นิยมนำไม้ตะเคียนมาปลูกบ้าน เพราะเชื่อว่ามีผีนางตะเคียนสิงอยู่ในนั้น
3. ผีปอบ
เป็นผีที่ไม่มีตัวตน ชอบสิงอยู่ในร่างคน กินตับไตไส้พุงของเจ้าของร่างจนหมด จึงออกไปจากร่างของคนที่ถูกผีปอบเข้าสิง และเมื่ออยู่ต่อหน้าคนมากๆ จะทำเป็นเจ็บไข้ได่ป่วย ไม่มีเรี่ยวมีแรง แต่พอเวลากลางคืน ก็จะแอบมากินเป็ดไก่สดๆ แบบดิบๆ จนเป็นที่สยดสยองของชาวบ้าน
4. ผีนางตานี
เป็นผีผู้หญิงที่มีรูปร่างหน้าตาสวยงาม และมีอภินิหารคล้ายกับผีนางตะเคียน แต่จะสิงสถิตย์อยู่ที่ต้นกล้วยตานี เล่ากันว่ามักจะปรากฏร่างในคืนพระจันทร์เต็มดวง คนโบราณจึงไม่นิยมปลูกกล้วยตานีไว้ในบ้าน เพราะกลัวผีนางตานี
5. ผีกองกอย
เชื่อว่าเป็นผีจำพวก ผีโป่ง ผีค่าง หรือผีป่า ชอบสูบเลือดที่เท้าคนกิน บางทีก็จะเรียกว่าผีดิบ รูปร่างเป็นอย่างไรไม่ปรากฏแน่ชัด บางคนก็ว่าชอบกระโดดขาเดียวไปไหนมาไหน และจะพบอยู่ในป่าลึก
6. ผีทะเลหรือผีพราย
เป็นผีที่สิงสถิตย์อยู่ในทะเล ทำให้เกิดคลื่นลม ชาวเรือมักจะสังเกตที่เสากระโดงเรือ ถ้าหากมีแสงเรืองขึ้นมา แสดงว่าจะถูกผีเรือเล่นงาน ต้องรีบหาทางเอาตัวรอด เพราะเรือนั้นใกล้จะจมลงแน่ๆ
7. ผีตายโหง
เป็นผีที่มีความดุร้ายมาก เพราะตายแบบผิดธรรมชาติ เช่นถูกฆ่าตาย ถูกรถทับตาย ตกน้ำตาย วิญญาณจะไม่สงบเท่าที่ควร ไม่ไปผุดไปเกิดง่ายๆ ต้องรอให้มีคนมาตายแทนในสถานที่ที่ตัวเองตายตรงนั้น จึงจะไปเกิด บริเวณที่มีคนตายโหงจึงจะมีคนตายโหงอยู่เรื่อยๆ คนส่วนมากมักจะโดนผีประเภทนี้หลอกหลอนมากที่สุด เรียกว่าถ้าคุณไปไหนในเวลาค่ำคืน จงระวังผีตนนี้ไว้ให้ดี
8. ผีตายทั้งกลม
เป็นผีผู้หญิงที่ตั้งท้องแล้วตายไปพร้อมกับลูกในท้อง จัดเป็นผีตายโหงด้วย เพราะตายแบบผิดธรรมชาติ จึงมีความดุร้ายมาก เช่นผีแม่นาคพระโขนง เรียกว่าผีแบบนี้ใครได้เจอจะต้องขนลุกอย่างแน่นอน
9. ผีถ้วยแก้ว
เป็นการเล่นกับผี โดยวิธีเล่นจะจุดธูปเชื้อเชิญวิญญาณผีเร่ร่อน หรืออาจจะเป็นผีที่ตายโหง โดยการเล่นนั้นจะอัญเชิญผีถ้วยแก้วเข้ามาอยู่ในแก้ว โดยจะมีการทำตารางตัวอักษร สระ พยํญชนะ และตัวเลข แล้วใช้ถ้วยตะไลคว่ำลงบนกระดาษ ให้คนเล่น 4 คนใช้นิ้วแตะก้นแก้ว ตั้งคำถามให้ผีตอบ เมื่อมีวิญญาณมาสิงที่แก้วแล้ว ถ้วยแก้วนั้นก็จะเดินไปผสมตัวอักษรให้เป็นคำ เพื่อตอบคำถามของผู้เล่น
10. ผีอำ
เป็นการอำที่เกิดจากอิทธิฤทธิ์ของผีเวลาที่นอนหลับอยู่ ทำให้รู้สึกว่ามีใครมาบังคับให้ขยับตัวไม่ได้ มีคนมานั่งทับ ดึงแขนขา บ้างก็ทำให้อึดอัดหายใจไม่ออก ต้องพยายามต่อสู้ดิ้นรนจนเหนื่อย
11. ผีเปรต
เป็นคนที่ตายไปแล้ว เมื่อตายกลายเป็นผีที่มีรูปร่างสูงโย่งเย่ง ผอมโซ คอยาว กินเลือดและกินหนอง เชื่อกันว่าสมัยที่เป็นคนนั้นทำบาปไว้อย่างมหันต์ เนรคุณ ด่าพ่อแม่ ครูบาอาจารย์ หรือทำร้ายผู้ทรงศีล บ้างก็เล่าว่าเปรตบางตัวมีกงจักรพัดอยู่บนหัว ทำให้เลือดไหลไม่หยุด ต้องยืนตัวสั่นขาแข็ง ปรากฏกายบนโลกมนุษย์บ้าง หรือไม่ก็ต้องอยู่ในขุมนรกจนกว่าจะหมดเวรหมดกรรม
12. ผีกระสือ
เป็นผีผู้หญิง ส่วนมากมักเป็นหญิงแก่ชรา เวลากลางวันจะเป็นคนธรรมดา แต่จะหลบผู้คน ไม่สุงสิงกับใคร และจะออกหากินในเวลากลางคืน โดยถอดเอาหัวกับตับไตไส้พุงลอยไปในเวลาค่ำคืน อาจจะเห็นเป็นดวงไฟสีเขียวเรืองๆ หรือสีส้มเรืองๆ ดวงใหญ่ส่องแสงวูบวาบ ชอบกินของสดคาว ของเน่าเหม็น ผีกระสือเวลาจะตายมักจะต้องมีทายาทสืบต่อโดยการคายน้ำลายถ่ายเข้าไปในปากลูกหลานหรือผู้สืบทอดคนใดคนหนึ่ง ถึงจะตายได้อย่างสงบ
13. ผีกระหัง
เป็นผีชนิดเดียวกับผีกระสือ ต่างกันตรงที่เป็นผีผู้ชาย ชอบกินของสกปรก เน่าเหม็นเหมือนผีกระสือ เวลาจะไปไหนจะมีกระด้งสองใบทำเป็นปีก และมีสากตำข้าวเป็นหาง

สยองขวัญ

จัดอันดับ

23-01-2018 , 23:31:50
ตอบกลับ #12
  • Full Member
  • ***
  • กระทู้: 105
    • ดูรายละเอียด

10 เรื่องผีชวนขนหัวลุกในโรงพยาบาล ในประเทศไทย
10 เรื่องผีชวนขนหัวลุกในโรงพยาบาล ในประเทศไทย

ขึ้นชื่อว่าโรงพยาบาลแล้ว ถือเป็นสถานที่ที่มีคนตายมากที่สุด และแน่นอนว่าพอมีคนตายก็ย่อมต้องมีวิญญาณ มีผี  10 เรื่องผี เรื่องหลอนทั้งหลายที่เกิดขึ้นในโรงพยาบาลมาให้ทุกคนได้ขนหัวลุกไปพร้อมๆ กัน!!

10. นักศึกษาแพทย์โดนดี!!
ทุกคนคงจะรู้ดีว่ากว่าจะได้มาเป็นหมอเนี่ย นักศึกษาแพทย์ทุกคนต้องผ่านการเข้าเวรดึกกันมาทั้งนั้น…วันนั้นเวลาประมาณ 4-5 ทุ่ม นักศึกษาแพทย์ชายคนนึงกำลังจะเดินเปลี่ยนวอร์ด บรรยากาศตามทางเดินไปยังลิฟต์ก็เงียบสงัด ไม่มีแม้กระทั่งคนอยู่แถวนั้น แต่จู่ๆ พอเงยหน้าขึ้นมาไปยังทางเดินก็พบกับชายใส่ชุดสีกากี เขาก็ไม่ได้คิดอะไร เพราะนึกว่าเป็นเจ้าหน้าที่มาส่งของ แต่พอเดินใกล้กันเข้าๆ กลับรู้สึกขนลุกซู่ขึ้นมาทั้งตัว พอมองไปที่ชายคนนั้นก็สังเกตเห็นว่าทั้งแขน ทั้งไหล และขาไม่ได้ขยับแม้แต่น้อย!! จนเมื่อเดินสวนกันก็ถึงได้เห็นว่าชายคนนั้นไม่มีขา และกำลังลอยอยู่บนอากาศ!! พอเห็นอย่างนั้นเขาจึงรีบวิ่งไปที่ลิฟต์ โดยก่อนลิฟต์จะปิดชายชุดกากีคนนั้นก็หันหน้ามาและยิ้ม แหยะๆให้

9. ผีหัวขาด ณ ห้องน้ำ
เรื่องนี้เคยเป็นข่าวที่ทำเอาคนอยุธยาไม่กล้าไปโรงพยาบาลกันพักใหญ่ เพราะใครๆ ก็พากันพูดถึงผีหัวขาดกันทั้งนั้น เรื่องมีอยู่ว่าชาวบ้านคนนึงได้ไปเฝ้าพี่สาวที่โรงพยาบาล ซึ่งได้พักอยู่ที่ห้องผู้ป่วยรวมทำให้ต้องใช้ห้องน้ำร่วมกัน จากที่สังเกตก็ไม่ได้มีญาติคนไข้ที่เป็นผู้ชายเลย เวลาประมาณ 2 ทุ่ม เธอก็ได้ไปเข้าห้องน้ำ พอเปิดประตูเข้าไปก็พบกับผู้ชายใส่เสื้อสีชมพู ตัวสูง ซึ่งก็แปลกใจเพราะก่อนหน้านี้ไม่มีผู้ชายมาเยี่ยมไข้ใครเลยแม้แต่คนเดียว จึงได้หันกลับไปมองดูที่เตียงทั้งหลาย แต่พอหันกลับมาก็ทำเอาตกใจแทบจะเป็นลม เพราะ เห็นชายคนเดิมยืนคู่กับหญิงสาวหัวขาด และมือขวาของชายคนดังกล่าวยังหิ้วหัวของหญิงสาวคนนั้นไว้ด้วย!! จึงรีบวิ่งเพื่อไปถามพยาบาล โดยพยาบาลก็ไม่ได้มีท่าทีตกใจ แต่ตอบสั้นๆว่า “อ๋อ..มีคนเจอแบบนี้มาสองรายแล้วค่ะ”

8. เดี๋ยวพี่พาไปส่ง..
เรื่องของสองพี่น้องลูกคุณหมอ ที่ได้ตามพอมาออกเวร ซึ่งตอนนั้นก็เป็นเวลา 5 ทุ่มกว่าแล้ว ทั้งคู่ก็เบื่อกับการนั่งอยู่เฉยๆ เลยพากันออกมาเดินเล่นแถวๆนั้น ซึ่งหารู้ไม่ว่ามันคือ ห้องดับจิต!! พอเดินไปเดินมากลับหลงทางหาทางไปห้องของพ่อไม่ถูก จู่ๆ กลับมีผู้หญิงคนนึงใส่ชุดคนไข้เดินเข้ามา บอกว่าจะช่วยพาไปส่งให้ เพราะแถวนี้มันอันตรายผีเยอะ!! ทั้งคู่ก็เดินไปเรื่อยๆ จนสังเกตเห็นสายสิญจน์ผูกอยู่ที่ข้อมือแต่ก็ไม่ได้ถามอะไร จนพามาส่งถึงที่ทั้งคู่จึงหันไปขอบคุณผู้ป่วยคนนั้น เธอได้บอกว่าเธอยินดีที่จะช่วย และเหงามาก ถ้าว่างๆ อยากให้ไปคุยเป็นเพื่อนเธอที่ห้อง 139 พอเธอเดินกลับไปทั้งคู่ก็เดินเข้าไปในห้อง พยาบาลต่างมองทั้งคู่เป็นตาเดียว แล้วถามว่าเมื่อกี้คุยกับใคร ทำไมไม่เห็นจะมีใครอยู่ตรงนั้นเลย!? พอตอนเช้าจึงได้เล่าให้พ่อฟัง พ่อจึงพาไปที่ห้อง 139 แต่พอไปถึง พยาบาลกลับบอกว่า “คนไข้ห้องนี้เสียไปเมื่อ 2 วันที่แล้วค่ะ”

7. ห้องคลอดสยองขวัญ!!
เมื่อประมาณ 2-3 ปีที่แล้ว ได้มีเด็กวัยรุ่นพม่าผู้หญิงคนนึงมาคลอดลูกที่โรงพยาบาลนี้ ซึ่งทั้งแม่และลูกก็ปลอดภัยดี แต่ผ่านไป 1 วันก็มีคนพบศพเด็กถูกกดน้ำตายในห้องน้ำ พร้อมกับพม่าคนนั้นที่หายตัวไป…ซึ่งเรื่องราวสุดหลอนก็เกิดขึ้นหลังจาก นั้น เพราะบรรดาแม่ๆทั้งหลายที่มาคลอดลูกที่นี่มักจะเจอดี ทั้งเจอผีเด็กมาดูดนมบ้าง มาร้องไห้ที่ข้างเตียงบ้าง พยาบาลเลยต้องหาวิธีแก้โดยเอาของเล่น และนมมาวางไว้ในห้องน้ำห้องนั้น ซึ่งนานๆที่ก็จะมีคนได้ยินเสียงหัวเราะบ้าง เสียงของเล่นบ้าง ทั้งๆที่ห้องน้ำนั้นไม่มีใครอยู่!!

6. ญาติมาเยี่ยม
เรื่องนี้เกิดขึ้นตอนกลางวันแสกๆ ที่หมอเดินเข้ามากำลังจะเข้าไปตรวจคนไข้ที่ห้องรวม พอเดินเข้ามาก็ต้องชะงักเล็กน้อยกับภาพที่เห็น คือมีญาติคนไข้มาเยี่ยม ซึ่งคนไข้คนนั้นนอนโรงพยาบาลมากว่า 1 เดือนแล้ว แต่ก็ไม่เคยมีญาติมาเยี่ยม พอเห็นอย่างนั้นหมอจึงได้แต่ยิ้ม และเดินไปตรวจเตียงอื่นๆ พอถึงคิวของคนไข้คนนั้นหมอได้พูดว่า “วันนี้ดีจังเลยนะมีคนมาเยี่ยมด้วย” คนไข้ได้แต่ทำหน้างง และบอกว่าก็ไม่มีใครมาหนิ พยาบาลแล้วนั้นก็งง กันเป็นแถบๆ เพราะยืนยันได้ว่าไม่มีใครมาขอเยี่ยม หมอจึงบอกว่าก็ผู้ชายคนนั้นไง ที่ใส่เสื้อสีฟ้า หน้าตาคล้ายๆคนไข้เลย คนไข้จึงนิ่งไปและบอกว่า นั่นอาจจะเป็นน้องชายของเค้าที่ตายไปแล้ว..ซึ่งตอนจะเผาก็ใส่เสื้อสีฟ้าแบบ ที่คุณหมอบอกเด๊ะๆ!!

5. ณ ห้องชันสูตรศพ
เป็นเรื่องที่ผู้ช่วยแพทย์ชันสูตรศพเจอมากับตัว ซึ่งวันนั้นเป็นเวรดึกของแกที่ดันเป็นวันที่พายุเข้า ฝนตกหนัก จู่ๆ ก็มีเคสผู้หญิงผูกคอตายเข้ามา ตอนนั้นแกทำอะไรไม่ได้ เพราะต้องรอหมอ ผ่านไป 1 ชม. หมอก็ยังไม่มา ขณะที่กำลังจะเคลิ้มหลับไฟก็ดับ ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องปกติของวันฝนตก ผ่านไปสักพักไฟของตึกอื่นก็เริ่มสว่างขึ้น แต่ตึกนิติเวชที่แกอยู่นั้นยังมืดสนิท ด้วยความเบื่อจึงหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา ทันใดนั้นก็มีเสียง ก๊อกๆ ดังขึ้น ตอนนั้นก็คิดว่าเป็นหมอ แต่พอไปเปิดกลับไม่เจอใคร เลยคิดว่าอาจจะเป็นพวกโจรมาขโมยศพรึเปล่า พอแกกำลังจะกลับไปนั่งที่ เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นอีก คราวนี้ดังมาก เหมือนเคาะมาจากห้องเก็บศพข้างๆ จึงตัดสินใจหยิบมีด และเดินไปที่ห้องเก็บศพ ขณะนั้นก็ได้ยินเสียง “ฮือ…ฮือ….” และเสียงกรี๊ดดังลั่นไปทั่วห้อง จึงรีบเปิดประตูเข้าไป พบผู้หญิงกำลังผู้คอตายอยู่เหนือที่วางศพ จึงรีบขึ้นไปตัดเชือกให้ แต่พอตัดเท่านั้นสิ่งที่ตกลงมากับไม่ใช่ร่างคน แต่เป็นหัว!! ที่กลิ้งไปตกอยู่ที่พื้น พอแกมองไปศพตากับหัวนั่น เธอก็พูดขึ้นว่า “พี่…ช่วย หนู ด้วย”

4. เพื่อนข้างเตียง..
เรื่องของคนไข้เด็ก 2 คนที่นอนเตียงตรงข้ามกัน โดยทั้งคู่ต่างก็อยู่โรงพยาบาลมานานหลายเดือน จนมีเด็กคนหนึ่งเสียชีวิตไปก่อนด้วยโรคประจำตัว…หลังจากนั้นไม่กี่คืน ขณะที่หมอ 2 คนกำลังพยายามเจาะเลือดเด็กอีกคนที่ยังมีชีวิตอายุประมาณ 2 ขวบ เขาก็ได้พูดชื่อของเด็กที่เพิ่งตายไปออกมา พูดไม่หยุด หมอเรียก หมอห้ามยังไงก็ไม่ฟัง และขณะที่เรียกตาก็จ้องมองไปยังเตียงตรงกันข้ามที่ว่างเปล่านั้น และพยักหน้า ยิ้มแย้ม เหมือนกำลังพูดคุยกับใครอยู่ เล่นเอาหมอกับพยาบาลขนลุกซู่ เดินหนีไปทำใจเลยทีเดียว

3. นี่มันที่ของหนู
เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นกับชายคนนึง ที่ได้เข้าทำการผ่าตัด จึงทำให้ต้องนอนโรงพยาบาล ซึ่งเค้าก็ได้ขอนอนที่ตึกใหม่ เพราะตึกเก่านั้นมีเรื่องเล่าเยอะมาก พอได้นอนที่ตึกใหม่ วันแรกก็ยังไม่เจออะไร แต่คืนที่สอง ขณะที่กำลังจะเคลิ้มหลับไปก็ได้ยินเหมือนเสียงคนเดินเข้ามาหา ทั้งๆที่ยังไม่ได้เปิดประตูห้อง และพอลืมตาขึ้นก็สบสายตากับเด็กผู้หญิงคนนึงที่ตัวซีดเผือก ใส่ชุดโรงพยาบาล พร้อมกับมองมาที่เขาและพูดว่า “ออกไปนะ นี่ที่ของหนู” พร้อมกับปีนขึ้นเตียงมาจะนอนด้วย ตอนนั้นสติก็ไม่ค่อยมี เลยได้แต่บอกว่าขอนอนคืนนึงนะแล้วจะไป พอพูดจบร่างของเด็กน้อยคนนั้นก็จางหายไป…คืนเดียวกันนั้นทั้งๆที่หลับไป แล้วกลับได้ยินเสียงเด็กผู้ชายดังขึ้น “ซื้อพวงมาลัยมั้ยลุง” ตอนนั้นคิดว่าตัวเองฝัน เพราะโรงพยาบาลนั้นห้ามให้คนขึ้นมาขายของอยู่แล้ว แต่พอลืมตาขึ้น กลับเห็นเด็กชายคนยืนถือพวงมาลัยอยู่ ตัวเต็มไปด้วยเลือด และที่สำคัญขาทั้ง 2 ข้างหายไป!!

2. ระวังปากจะพาซวย!!
คนขับรถส่งต่อของโรงพยาบาลมีหน้าที่ขับรถส่งผู้ป่วยไปยังอีกโรงพยาบาลหนึ่ง ซึ่งก็มักจะมีเรื่องหลอนๆ เกิดขึ้นเสมอ เหมือนกับครั้งนี้ ที่คนขับรถต้องไปส่งคนไข้ที่บาดเจ็บสาหัส โดยระยะทางค่อนข้างไกล พอไปถึงก็ส่งให้อีกโรงพยาบาลนึงดูแล ซึ่งเวลาผ่านไปประมาณเกือบ 1 ชม. คนขับรถก็ได้รับโทรศัพท์ว่าให้ไปรับศพของคนไข้คนเดิมกลับมา ตอนนั้นเค้าก็เพิ่งจะจอดรถได้ไม่นาน เลยสบถออกมาว่า “ทำไมรีบตายจังวะเนี่ย ตายพรุ่งนี้เช้าก็ไม่ได้” พอไปรับศพ ขากลับจู่ๆ ก็เห็นชายคนนึงเดินอยู่ข้างทาง ทั้งๆ ที่ตอนนั้นก็เกือบจะตี 3 แล้ว แต่ก็ไม่ได้คิดอะไร พอขับไปสัก 10 นาทีก็เห็นเหมือนชายคนเดิมเดินอยู่ข้างถนน ตอนนั้นเริ่มใจไม่ดีเลยเหยียบคันเร่งเพราะอยากไปถึงไวๆ แต่ก็ต้องเหยียบเบรกกะทันหัน เพราะข้างหน้าคือผู้ชายคนนั้น ที่ยืนชี้มาที่รถและพูดเสียงดังว่า “ด่า กู ทำ ไม!!” ตอนนั้นก็รู้แล้วว่านั่นคือคุณลุงที่นอนอยู่หลังรถ จึงรีบเหยียบคันเร่งหนี ระหว่างนั้นก็มีเสียงทุบ ตีดังอยู่ที่หลังรถตลอดทาง จนรถเกือบจะชน เค้าก็ได้ขอโทษสรรพสิ่งวิญญาณที่ได้ล่วงเกิน จนไม่เกิดเหตุร้ายขึ้น

1. https://writer.dek-d.com/dek-d/writer/view.php?id=1614199โรงพยาบาลผีสิง[/url]
นี่เป็นเรื่องของโรงพยาบาลร้างที่ว่ากันว่าปิดตัวลงเพราะความเฮี้ยน ขนาดกลางวันแสกยังมีคนเห็นรถเข็นคนไข้แล่นไปมาอยู่หน้าอาคาร บางวันหมาก็หอนกันอย่างพร้อมเพรียงโดยไม่มีสาเหตุ ซึ่งเรื่องต่อไปนี้เกิดขึ้นกับคุณป้าคนนึงที่วันนั้นดันกลับบ้านดึกเลยเรียก แท็กซี่เข้าไปในซอย ซึ่งก็คือซอยเดียวกับโรงพยาบาลนั้นแหละ ขับไปพอใกล้จะถึงหน้าโรงพยาบาลแท็กซี่ก็หลบซ้ายกะทันหัน ป้าเลยถามว่าทำอะไรน่ะ!! แท็กซี่เลยบอกว่าก็มีรถพยาบาลตามหลังเกิดไฟขอทางเลยต้องแอบให้ ตอนนั้นป้าขนลุกซู่ เพราะไม่มีทางที่จะมีรถพยาบาลเข้ามาในนี้ เลยบอกว่านั่นมันรถผีสิง แท็กซี่กลัวมากเลยจอดให้ป้าลงตรงนั้น แกจึงต้องเดินเข้าไป พอเดินๆไปก็ได้ยินเสียงคนโหยหวนบ้าง ได้ยินเสียงร้องไห้บ้าง มองเข้าไปในโรงพยาบาลก็เห็นไฟเปิดอยู่!! ทำเอาแกตกใจจนหมดสติ ตื่นขึ้นมาอีกทีก็เหมือนคนสติไม่เต็ม เดี๋ยวก็หัวเราะ เดี๋ยวก็ร้องไห้ พอผ่านไปสัก 3-4 วัน แกก็ผูกคอตายในห้องน้ำ…
ที่มา toptenthailand.com

url=http://aucklandcyclechic.com/index.php?topic=66565.0]10 เรื่องผี[/url]ชวนขนหัวลุกในโรงพยาบาล ในประเทศไทย

ขึ้นชื่อว่าโรงพยาบาลแล้ว ถือเป็นสถานที่ที่มีคนตายมากที่สุด และแน่นอนว่าพอมีคนตายก็ย่อมต้องมีวิญญาณ มีผี  10 เรื่องผี เรื่องหลอนทั้งหลายที่เกิดขึ้นในโรงพยาบาลมาให้ทุกคนได้ขนหัวลุกไปพร้อมๆ กัน!!


  นั่งซากหวาดผวาศพล่อเสือ    เล่าเรื่องสยองขวัญสยองกลางทุ่ง    เล่าเรื่องสยองขวัญคุณแม่เล่าให้ฟัง 
  เล่าเรื่องสยองขวัญบ้านเก่า    เล่าเรื่องสยองขวัญ6ปีไม่เคยลืม    เล่าเรื่องสยองขวัญ แถวนี้มีเยอะ 
  เล่าเรื่องสยองขวัญทำไมไม่บวชให้    เล่าเรื่องสยองขวัญ เพื่อนเล่าให้ฟัง    ตำนานผีญี่ปุ่น คาซาเนะ 
  ตำนานผีญี่ปุ่น กาซาโดคุโร    ตำนานผีญี่ปุ่น ผีตระกูลเฮอิเคะ    มนุษย์กินคนในตำนาน ซอว์นี่ บีน 
  เล่าเรื่องสยองขวัญ แดนพิศวง    เล่าเรื่องสยองขวัญ สโมสรร้าง    เล่าเรื่องสยองขวัญ แรงงานต่างด้าว 
  เล่าเรื่องสยองขวัญลองจนเจอดี    เล่าเรื่องสยองขวัญ ร้านเหล้าผี    ตำนานผีญี่ปุ่น บ้านแห่งจาน 
  10 อันดับฆาตกรต่อเนื่องที่อำมหิต    เล่าเรื่องผี มาเอาแม่ผมไปทำไม    คดีฆาตกรรมในโรงนาสีแดง 

แหล่งรวมบทความจัดอันดับ สารคดีประวัติศาสตร์ บทความสารคดีจักรวาลและดาวเคราะห์ บทความสารคดีสงคราม บทความสารคดีภัยธรรมชาติ บทความสารคดีชีวิตสัตว์ บทความสารคดีอาวุธทางการทหาร บทความสารคดีการจัดอันดับ บทความสารคดีวิทยาศาสตร์ บทความสัมภาษณ์คนดัง บทสนทนาปัญหาเศรษฐกิจ บทสนทนาประเด็นข่าวร้อน เรื่องราวน่ารู้ ความรู้ทั่วไป สังคม เศรษฐกิจ การเมือง ไลฟ์สไตล์ สุขภาพ ผู้หญิง ความงาม แม่และเด็ก สัตว์เลี้ยง อาหาร ร้านอาหาร เกมส์ เทคโนโลยี มาดูกันได้ที่  http://www.anyapedia.com
23-01-2018 , 23:32:07
ตอบกลับ #13
  • Full Member
  • ***
  • กระทู้: 105
    • ดูรายละเอียด

10 สถานที่ผีสิงหลอนกระฉ่อนโลก

10 สถานที่ผีสิงหลอนกระฉ่อนโลก
1. บอร์ลีย์ เรกทอรี, เอสเซ็กซ์, อังกฤษ
บ้านผีสิงบอร์ลีย์ เรกทอรี โด่งดังมากในอังกฤษช่วงสมัยยุค 20-30 พอๆ กับการถกเถียงกันเป็นวงกว้าง บางเรื่องก็อธิบายได้ และบางเรื่องจนถึงวันนี้ก็ยังไม่มีใครรู้ว่าอะไรแปลกๆ ที่เคยมีคนพบมากมายว่าคืออะไร

2. บ้านเวลลีย์, แคลิฟอร์เนีย, สหรัฐฯ
นักเขียนนาม เดอเทรซี เรกูลา บรรยายประสบการณ์ของเธอถึงบ้านหลังนี้ว่าเคยเห็นหน้าต่างชั้นบนเปิด ทั้งที่มันปิดมานานและพอเข้าไปในบ้านเธอก็รู้สึกได้ถึงพลังงานบางอย่างในหลายจุด ได้กลิ่นซิการ์ในห้องโถง ได้กลิ่นน้ำหอมตรงทางเดิน และได้คุยกับเด็กสาวที่เข้าใจว่าน่าจะเป็นวิญญาณ!

3. เรย์นแฮมฮอลล์, นอร์ฟอร์ค, อังกฤษ
เป็นสถานที่บันทึกภาพผีชื่อดัง เลดี้บราวน์ ผีผู้หญิงที่ถ่ายได้ตรงบันไดของบ้าน อดีตเคยเป็นของครอบครัวทาวน์เซนด์มา 300 ปี แต่หลังจากภาพผีผู้หญิงแล้วก็ไม่มีรายงานว่าพบอะไรแปลกประหลาดที่นี่อีก

4. โรงนาไมร์ทเลส, หลุยส์เซียนา, สหรัฐฯ
โรงนาไมร์ทเลส สร้างในปี 1796 โดยนายพล เดวิด แบรดฟอร์ด ได้รับการขนานนามว่าเป็นหนึ่งในบ้านที่มีผีสิงชุมที่สุดในอเมริกา กล่าวกันว่าอย่างน้อยก็ตั้ง12 ตน โดยมีรายงานว่าเป็นผีฆาตกร 10 ราย แต่ในบันทึกพบเพียงฆาตกรนาม วิลเลียม วินเตอร์ นอกจากนี้ยังมีวิญญาณผีผู้หญิงที่เป็น
ทาสอีกต่างหาก

5. สถานกักกันอีสเทิร์นสเตต, ฟิลาเดลเฟีย, สหรัฐฯ
ออกแบบโดย จอห์น ฮาวิลแลนด์ และเปิดทำการในปี 1829 รู้จักกันว่าเป็นสถานกักกันแห่งแรกในโลก เป็นการปฏิวัติสถานกักกันหรือเรือนจำ และเมื่อปี 2007 รายการทีวีชื่อ ‘Most Haunted’ ได้เข้าไปถ่ายทำด้วยการไปที่ห้องขังของอดีตเจ้าพ่อ อัล คาโปนส์ หนึ่งในทีมงานบอกขณะทำการสำรวจว่าเป็นสถานที่มีปีศาจร้ายมากมายที่สุดเท่าที่เคยพบ ส่วนทีมงานอีกรายก็อ้างว่าสามารถติดต่อกับวิญญาณได้ แต่ไม่มีใครพิสูจน์ได้ว่าจริงหรือมั่ว

6. ทาวเวอร์ออฟลอนดอน, ลอนดอน, อังกฤษ
พระราชวังและป้อมปราการของลอนดอน เรียกสั้นๆ ว่า เดอะทาวเวอร์ เป็นโบราณสถานกลางกรุงลอนดอน ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของแม่น้ำเทมส์ เป็นที่รู้กันดีว่าคือสถานสิงสู่ของผี แอนน์ โบลีน หนึ่งในมเหสีของกษัตริย์เฮนรีที่ 8 ซึ่งถูกกุดหัวในวังแห่งนี้เมื่อปี 1536 และที่เห็นกันบ่อยๆ คือวิญญาณที่ว่ากันว่าเป็นเธอเดินถือหัวไปไหนมาไหนนั่นเอง

7. โรงพยาบาลเวฟเวอรีฮิลล์, เคนตักกี, สหรัฐฯ
เปิดทำการเมื่อปี 1910 มีคนไข้วัณโรคราว40-50 คน โด่งดังจากรายการทีวีในฐานะโรงพยาบาลที่มีผีสิงเยอะสุดในอเมริกาฝั่งตะวันออก ทั้งเป็นหนึ่งใน‘สถานที่น่ากลัวที่สุดบนโลก’ ทางช่อง เอบีซี/ฟ็อกซ์ เป็น ‘โปรเจกต์เหนือธรรมชาติชื่อดัง’ ในรายการทางช่อง วีเอช 1 ออกอากาศทาง
รายการ ‘ล่าผี’ ช่องไซไฟแชนแนล และจากการเข้าไปลองท้าผีหลายครั้งก็พบอะไรแปลกๆ หลายสิ่ง เช่น เสียงแปลกๆ ที่ไม่เคยมีใครได้ยิน, เงาอะไรก็ไม่รู้, อยู่ๆ ก็เย็นยะเยือก รวมถึงเสียงกรีดร้องก้องตามทางเดิน

8. ควีนแมรี, แคลิฟอร์เนีย, สหรัฐฯ
เรือควีนแมรี เป็นของบริษัทเดินเรือ คูนาร์ด ไลน์ ล่องอยู่ในมหาสมุทรแอตแลนติกเหนือ ระหว่างปี 1936-1967 ก่อนจะถูกขายไปยังลองบีช แคลิฟอร์เนีย ในปี 1967 และถูกแปลงเป็นโรงแรม ส่วนที่ว่ากันว่ามีผีสิงชุกที่สุดคือแถวที่เคยเป็นห้องเครื่อง บริเวณที่เคยมีเด็กหนุ่มตายเพราะหนีไฟไหม้ มีคนเคยได้ยินและบันทึกเสียงเคาะ รวมทั้งเสียงโครมครามตามท่อแถวประตูได้หลายครั้ง และตรงบริเวณเคาน์เตอร์ต้อนรับก็เคยมีคนเห็น ‘ผู้หญิงชุดขาว’ รวมทั้งผีเด็กที่มีคนบอกว่ามักชอบโผล่มาตรงแถวสระน้ำอีกต่างหาก

9. ทำเนียบขาว, วอชิงตัน ดีซี, สหรัฐฯ
อดีตประธานาธิบดีแฮร์ริสันเคยบอกว่าได้ยินเสียงรื้อค้นหาอะไรของใครก็ไม่ทราบ ดังมาจากห้องใต้หลังคาของทำเนียบขาว ส่วนอดีตปธน. แอนดรูว์ แจ็คสัน ก็คิดว่าในห้องนอนของเขามีผีสิง และเคยมีคนเห็น เอบิเกล อดัมส์ อดีตสตรีหมายเลข 1 ลอยไปลอยมาอยู่ตรงทางเดิน แต่ผี อับราฮัม ลินคอล์น เหมือนจะมีคนเห็นมากที่สุด เอลีนอร์ รูสเวลต์ เคยบอกว่าเหมือนลินคอล์นมายืนมองเธอขณะอยู่ในห้องนอนของเขา และอีกครั้ง เจ้าหน้าที่รายหนึ่งก็อ้างว่าเห็นด้วยสองลูกตาว่าท่านปธน.รายนี้กำลังนั่งถอดบูตอยู่ที่เตียง

10. ปราสาทเอดินเบิร์ก, เอดินเบิร์ก, สกอตแลนด์
ถูกขนานนามให้เป็นหนึ่งในสถานที่ซึ่งมีผีชุกชุมมากที่สุดในสกอตแลนด์ ส่วนเมืองเอดินเบิร์กเองก็ถูกยกย่องแบบหลอนๆ ว่าเป็นเมืองที่มีผีเยอะสุดๆ ในยุโรปเหมือนกัน บางทีก็มีคนเห็นผีเป่าปี่สกอตต์, คนตีกลองหัวขาด วิญญาณคนคุกฝรั่งเศสจากสงคราม 7 ปี รวมไปถึงผีนักโทษอเมริกันที่จับมาจากสงครามปฏิวัติในอเมริกา และยังมีหมาผีที่มาจากสุสานหมาอีกด้วย

สยองขวัญ

จัดอันดับ
26-01-2018 , 12:52:43
ตอบกลับ #14
  • Full Member
  • ***
  • กระทู้: 105
    • ดูรายละเอียด

ผี เทวดา และผีพลาสมา

รูปร่างและลักษณะของร่างกายของเทวดา ผีและเทวดาแสดงเครื่องหมายคล้ายคลึงกันและแนะนำให้พวกเขาจะประกอบด้วยสารเดียวกัน - พลาสมาแม่เหล็ก พลาสมาแม่เหล็ก นอกเหนือจากการสร้างสนามแม่เหล็กเป็นตัวนำไฟฟ้าที่ดี และแผ่รังสีคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า

1 . มลพิษของแสงและสีสัน Auras

ซึ่งแตกต่างจากร่างกายของเราซึ่งสามารถมองเห็นได้ เพราะแสงสะท้อน ; เทวดา ผีและเทวดาเปล่งแสงเป็นผลของปฏิสัมพันธ์ระหว่างอนุภาคในร่างกายของพวกเขาและอนุภาคพลังงานสูงในสภาพแวดล้อม -- คล้ายกับสิ่งที่เกิดขึ้นใน auroras และภายในหลอด . นี่คือเหตุผลที่เทวดา ผีและเทวดาเรืองแสงสว่างในที่มืด

ออร่าที่แผ่พลังงานที่สูงขึ้นโดยหน่วยงานเหล่านี้ถูกสร้างขึ้นในลักษณะเดียวกันว่า ออโรร่า ถูกสร้างขึ้น ในกรณีของออโรร่า อิเล็กตรอนผ่านพื้นที่ที่ถูกจับโดยสนามแม่เหล็กโลกและตามเกลียวหรือแทร็คที่ 5 เรื่องเส้นแรงแม่เหล็ก และในกระบวนการ ชนกับก๊าซในบรรยากาศการเป็นกลาง ออโรร่า เหมือนกับ , ประจุ ( นิยมเรียกว่าอนุภาคของ ' Qi ' , ' ปราณ ' หรือ ' Kundalini ในอภิปรัชญาวรรณกรรม ) ถูกจับโดยสนามแม่เหล็กไฟฟ้าของร่างกายของเทวดา ผีและเทวดา ; ซึ่งไหลลง ( หรือขึ้น ) แม่เหล็ก ( เกลียวหรือบิดเกลียว ) เส้นแรงแม่เหล็กในของพวกเขาสูง พลังงานที่ร่างกายสร้าง Auras สีสันพวกเขาตอบสนองกับอนุภาคในสิ่งแวดล้อมและในร่างกายบอบบาง นอกจากนี้ ร่างกายยัง ' เทอร์โมโครมิก ' ตัวเทอร์โมโครมิคผลิตเปลี่ยนสีในการตอบสนองต่อความร้อนที่เกิดจากกระแสไฟฟ้าภายในสูงกว่าพลังงานที่บอบบางร่าง

2 . คุณลักษณะที่เกี่ยวข้องกับพลาสมาแม่เหล็ก

เทวดา ผีและเทวดามีคุณลักษณะที่เกี่ยวข้องกับดวงอาทิตย์ นี้ไม่น่าแปลกใจที่ดวงอาทิตย์เป็นลูกใหญ่ของพลาสมาแม่เหล็ก Auras เนื้อการปล่อยเม็ด และสปิคุลเป็นคุณลักษณะที่เกี่ยวข้องกับดวงอาทิตย์และร่างพลาสมาแม่เหล็ก ราศีมีมากขึ้นเด่นชัดสำหรับเทวดาและนักบุญของผีหรือเทวดา การจำหน่ายเนื้อ flares สามารถเกิดขึ้นอย่างฉับพลันบนดวงอาทิตย์ อนุภาคต่าง ๆที่ออกจากโรงพยาบาลพร้อมกับ flares เหล่านี้จะดำเนินการโดยดวงอาทิตย์พลาสม่าลมทำให้เกิดพายุแม่เหล็กบนโลก ส่วนเหง้า Auras นักบุญและเทวดาระเบิดออกอนุภาคที่อาจมีผลกระทบที่เป็นอันตรายหรือบวกในร่างกายของผู้สังเกตการณ์ สปิคูลเป็นปรากฏการณ์ช่วงสั้น ๆที่เครื่องบินที่เพิ่มขึ้นของก๊าซที่ขยับขึ้น และสุดท้าย เพียงไม่กี่นาทีในดวงอาทิตย์ สปิคูลยังสามารถเห็นได้ใน Coronas ของเทวดา ผีและเทวดา

3 . ลูกบอลแสง

รูปร่างธรรมชาติของร่างกายมีพลาสมาแม่เหล็กรูปไข่ . เยื่อรูปไข่นี้จะโปร่งใส ภายในรูปไข่ ประกอบด้วยความหนาแน่นต่ำพลาสมาแม่เหล็ก , thought-form โฮโลแกรมอาจถูกสร้างขึ้น วันที่ 13 พฤษภาคม 1917 ฉับพลันแรงลมสงบวันตกใจสามชาวนาเด็กออกจากเกมที่พวกเขากำลังเล่นและพวกเขาเห็นข้ามหุบเขาโลกเจิดจ้าของแสง เช่น ดวงอาทิตย์ขนาดเล็ก เลื้อยช้าๆ ไปยังพวกเขา มันก็ ลูกบอลแสงค่อยๆคลี่คลายตัวเองลงเรืองรองส่องหนุ่ม ตามเด็กๆ พวกเขาเห็น " แสงสีขาวกว่าหิมะในรูปร่างของความโปร่งใส ชายหนุ่มที่สดใสมากกว่าคริสตัลหลงโดยรังสีของดวงอาทิตย์ "

เมื่อความถี่เปลี่ยนภายในพลาสมาแม่เหล็กสามารถกลายเป็นโปร่งใสหรือโปร่งใส ( นี้เป็นคุณสมบัติตามธรรมชาติของพลาสมาแม่เหล็ก ) ในคำอื่น ๆ , ความทึบของร่างกายของเทวดา ผีและเทวดาสามารถควบคุมแม่เหล็กไฟฟ้า - ช่วยให้ร่างกายเห็นได้ชัดปรากฏหายไปหรือจางหายไป ผี เทวดา และตัวเลขทางศาสนามีบ่อยถูกรายงานเป็นโปร่งใสหรือโปร่งแสงและเงาหล่อเป็นลม นี้ทรยศต่อความจริงที่ว่าร่างกายของพวกเขาประกอบด้วยพลาสมาแม่เหล็ก

ผียังได้รับรายงานให้อยู่ในรูปของอะลูมิเนียม ( เช่นย้ายไซโคลน ) หรือไอน้ำ แบบฟอร์มนี้จะเข้ากันได้กับคำอธิบายของพลาสมาแม่เหล็กและพลศาสตร์

4. ผ่านวัตถุ

ถูกประกอบของความหนาแน่นของพลาสม่าต่ำผีสามารถผ่านคุณผนังและผีอื่น ๆ พวกเขามีองค์ประกอบของ 'พลาสม่า collisionless' - เช่นเดียวกับ plasmasphere ของโลก นอกจากนี้ยังเป็นลักษณะของสสารมืด collisionless รอนเว่นกล่าวว่า "หลักฐานแสดงให้เห็นว่าเมื่อเร่งชิ้นส่วนของสสารมืดตอบสนองพวกเขาไม่ได้ชนกันเป็นเรื่องอื่น ๆ ไม่ แต่ผ่านทางขวาผ่านกันและกัน ghostlike." ตามอภิธรรมพลาสม่าจำนวนมากของสสารมืดอยู่ในรูปของพลาสม่าของซุปเปอร์ (เช่นเม) อนุภาคและวัตถุ คุณไม่น่าจะ 'ชน' กับผี แต่ผลกระทบแม่เหล็กไฟฟ้าสามารถรู้สึกได้ถ้าร่างกายของพวกเขาเหินใกล้หรือผ่านร่างกายของพลาสม่าแม่เหล็กของคุณเอง

5. ไฟฟ้าเที่ยวชมธรรมชาติและรังสีของ Long ช่วง "วิทยุ" คลื่น

ในการเผชิญหน้ากับผี, ไฟอาจจะไปเปิดและปิดโดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงใด ๆ ในกลตำแหน่งของสวิทช์ไฟ ในทำนองเดียวกันข้อความอาจปรากฏขึ้นบนหน้าจอคอมพิวเตอร์ที่ไม่มีการเคลื่อนไหวใด ๆ ของคีย์บนแป้นพิมพ์คอมพิวเตอร์ บางคนอ้างว่าแม้การออกอากาศของสิ่งมีชีวิตต่าง ๆ ที่อาศัยอยู่ในระนาบขนานได้รับการส่งและรับโทรทัศน์ นี้ไม่ได้นึกไม่ถึง - พิจารณาว่าผีมีร่างกายพลาสมาแม่เหล็กซึ่งเป็นหม้อน้ำที่ดีของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าคล้ายกับคลื่นวิทยุระยะยาว เมื่อคลื่นเหล่านี้จะ modulated โดยความคิดของเจ้าของกระแสจิตสามารถใช้สถานที่ คลื่นวิทยุกลายเป็นส่วนหนึ่งของสเปกตรัมแม่เหล็กไฟฟ้าจากระยะไกลรู้สึกของร่างกายเหล่านี้ - เช่นเดียวกับภาพอินฟราเรดหรือการปล่อยรังสีอัลตราไวโอเลต

6. ปรากฏและหายไป

ร่างกายของหน่วยงานเหล่านี้มักจะไม่ได้ประกอบด้วยอนุภาคมาตรฐาน (เช่นอนุภาคที่เป็นที่รู้จักในปัจจุบันวิทยาศาสตร์และรวมอยู่ในฟิสิกส์ 'รุ่นมาตรฐาน'.) ที่มีองค์ประกอบของซุปเปอร์พลังงานที่สูงขึ้นมาก (หรือเม) อนุภาคและวัตถุ เหล่านี้อนุภาคพลังงานที่สูงขึ้นไม่สามารถสังเกตเห็นโดยนักวิทยาศาสตร์ในปัจจุบัน - ใช้เครื่องเร่งอนุภาคที่สามารถตรวจสอบอนุภาคพลังงานต่ำ มนุษย์หรือสัตว์ที่ใช้ระบบประสาทสัมผัสของร่างกายพลังงานที่สูงขึ้นของพวกเขาสามารถดูพลาสม่าที่ใช้ชีวิตแบบฟอร์มเหล่านี้

อีกทางเลือกหนึ่งที่สูงกว่าหน่วยงานพลังงานสามารถ 'ขั้นตอนลง' ความถี่ของคลื่นที่พวกเขาแผ่เป็นระยะ ๆ นั้น ตั้งใจหรือไม่ตั้งใจ; จึงกลายเป็นชั่วขณะที่มองเห็นให้กับผู้ที่ได้รับการตรวจจับพวกเขาผ่านร่างกาย-ชีวโมเลกุลของพวกเขา ในกรณีเหล่านี้เหล่านี้หน่วยงานที่มองไม่เห็นปกติประกอบด้วยสสารมืดกลายเป็นมองเห็นชั่วคราวมากที่สุดของเรา ความถี่ของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่เกี่ยวข้องกับพลังงาน เป็นพลังงานของร่างกาย (โดยเฉพาะอย่างยิ่งหน่วยงานในระนาบพลังงานต่ำสุด - ซึ่งมักจะเรียกกันว่า 'ทางกายภาพ etheric' เครื่องบินโดย metaphysicists) ลดลงร่างกายจะกลายเป็นมองเห็นได้ชั่วขณะในโลกที่ใช้พลังงานต่ำของเรา

7. ปรากฏการเปลี่ยนแปลง

รัฐทางจิตวิทยาของเทวดาผีและเทวดาสามารถปรับเปลี่ยนการปรากฏตัวของพวกเขาในทันที เป็นอยู่ซึ่งถูกกดจะปรากฏที่แตกต่างจากคนที่มีความสุข จากลักษณะความชั่วร้ายที่ดูมืดนิติบุคคลสามารถเปลี่ยนไปเป็นทูตสวรรค์ที่สดใสและสวยงามในนาทีที่เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงสภาพจิตใจภายใน การเปลี่ยนแปลงในรัฐทางจิตวิทยาที่สามารถเปลี่ยนแปลงความสว่าง, ความคมชัด, รูปร่างและสีของร่างกาย thermochromic ของเทวดา, ผีและเทวดาโดยมีผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงในสนามแม่เหล็กไฟฟ้าของร่างกาย โฮโลแกรมความคิดรูปแบบที่สร้างขึ้นภายในรูปไข่ก็จะเปลี่ยนอีกถ้าหมั่นคิดรูปแบบแทนที่หนึ่งในปัจจุบัน เนื่องจากร่างกายพลาสม่าแม่เหล็กของคุณเองแผ่กระจายคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้ากิจการยังสามารถเปลี่ยนรูปลักษณ์ให้เป็นไปตามความคาดหวังของคุณโดยการปรับเข้าสู่ความถี่เหล่านี้

สรุป

มีหลักฐานมากว่าผีเทวดาและเทพที่มีองค์ประกอบของพลาสม่าแม่เหล็ก ครั้งนี้จะได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางมากขึ้น, กรอบทางวิทยาศาสตร์ที่เข้มงวดมากขึ้นได้สูตรสำหรับการศึกษาของหน่วยงานเหล่านี้ กรอบนี้อย่างมีนัยสำคัญจะเพิ่มความเข้าใจของเทวดา, ผีและเทวดาของเราและอาจช่วยให้เราสามารถสื่อสารกับหน่วยงานที่ความถี่ต่ำในอนาคตอันใกล้

เรื่องเล่าสยองขวัญ
5 อันดับผีตามความเชื่อของคนอีสาน
10 ตำนานผีอาเซียนประเทศเพื่อนบ้านสุดสยอง
8 อันดับฆาตกรสุดโหดแห่งสยามเมืองยิ้ม
ตำนานผีญี่ปุ่น
เล่าเรื่องสยองขวัญ นั่งซากหวาดผวา ศพล่อเสือ
เล่าเรื่องสยองขวัญ แดนพิศวง
เล่าเรื่องสยองขวัญ เจอดีตอนธุดงค์